พอดีว่า ห่างจากการฝึกเขียนเรื่องเล่า และการอ่านหนังสือมานานครับ

เลยต้องฝึกเขียนสักหน่อย ฉบับนี้เป็นชีวิตของผมเอง เล่าเรื่อยเปื่อย

ยุ่งๆ ครับ ตอนนี้ ผมปฏิบัติภาระกิจระดับชาติอยู่ กับเว็บ www.ubuntuclub.com

เว็บคอคนคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการ (OS-Operation System) สายพันธ์ใหม่

แม้ว่าจะอยู่ในวงแคบๆ ตอนนี้ แต่ต่อไปจะเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ใช้คอมพ์ครับ

จากการเขียนบทความเล่นๆ เป็นงานอดิเรก เพราะผมเป็นแค่คนทำงานแบงก์ ผู้สนใจคอมพ์

ผมเขียนบทความที่นั่นตั้งแต่ คนอ่านประมาณร้อย (ตอนนี้เฉลี่ย 500-1,000 คน เคยสูงสุดตอนนี้เกิน 3,500)

จนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทีมพัฒนาระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์

เอาไว้วันหนึ่งหวังว่า การที่ได้บุกเบิกในด้านนี้ จะเป็นประโยชน์แก่คนไทยอีกมากขอรับ

ฉบับนี้เลยไม่มีอะไรนอกจากเรื่องที่อยากเล่า และ “ปั่น” เหลาปลายปากกาให้ยังแหลมคมเสมอ

ปล.หลังอาน ไม่ใช่สุนัขนะขอรับ แต่หมายถึง หลังอานที่นั่งจักรยาน

……………..

เพียงเสียงปลุกของนาฬิกาพลันดังขึ้น มือของฉันก็ทำงานอย่างอัตโนมัติในการ “ปิดมัน”

นี่เป็นเช้าของอีกวันหนึ่ง ที่อารมณ์อารามรู้สึกขี้เกียจเข้าครอบงำซะงั้น….

แต่ต้องจนจำใจลุกขึ้นมาเพื่อไปสู่การปฏิบัติภาระกิจปากท้อง

ในยามข้าวยากหมากแพงเยี่ยงนี้ มีงานทำก็ประเสริฐแล้ววว T.T

ฉันจูง “เจ้าหลังอาน” ข้ามทางรางรถไฟ แล้ว “ควบ” มันเพื่อไปสู่เป้าหมายการปฏิบัติภาระกิจนั้น

และเพราะว่าวันนี้เป็นวันหยุดภาครัฐและเอกชน (แต่ภาคการเงินการธนาคารไม่หยุด)

จึงเป็นอีกวันหนึ่ง ที่รู้สึกว่า กรุงเทพฯ โล่งและเงียบสงบ เพราะวันหยุดยาว

เหมาะกับการปั่น “จักรยาน” ซะเหลือเกิน

นี่สิ ถ้าผู้ว่าฯกรุงเทพคนไหนๆ อยากจะรณรงค์ ให้คนกรุงขี่จักรยาน

(อย่าลืมเลือก Dr.Dan can do เป็นผู้ว่า นะคร๊าบ:พื้นที่โฆษณา :D )

มันต้องทำให้ถนนโล่ง และดูปลอดภัยอย่างนี้สิ

…………….

ฉันปั่นจักรยานมาทำงานอย่างเช่นเคย เริ่มชินกับระยะทาง บ้าน ถึง ที่ทำงาน

จักรยานคันโก้ซึ่งถอยมาใหม่ หมายมั่นตั้งใจว่าจะใช้เป็นพาหะหลักของชีวิต

สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่สอง ของการ “ฟ่าว” จักรยานไปไหนมาไหน

หลังจากสัปดาห์แรกที่ใช้ไปในการลองเส้นทางต่างๆ และการทดสอบความเร็ว

การปั่นเร็วปั่นช้า ผลลัพธ์มันต่างกันแค่ 10 นาที ฉันลองจับเวลาดู

แต่ความเสี่ยงไม่คุ้มกับการปั่นเร็ว ปั่นช้าๆ แบบชิลด์ๆ ดีกว่า

เพราะอันตรายของการขี่จักรยานนั้นมีมาก ควรขี่อย่างลดความเสี่ยง

พูดถึงความเสี่ยง ความเสี่ยงที่ว่านั้น มีอยู่ 4 อย่าง จำไว้นะครับสำหรับคนที่คิดอยากขี่จักยาน

ได้แก่ “รถรา ควันพิษ ตัวดำ…” และเอ่อม ภัยอย่างสุดท้ายแล้วแต่คนนะครับ

“เหล่สาว” – อันตรายสุดของคนขี่จักรยาน เพราะอาจทำให้ท่านประสบอุบัติเหตุได้โดยไม่รู้ตัว :P

แหม มันก็มีบ้างน่ะนะ แต่ถ้าตายเพราะว่อกแว่กละก็สมควร(สมน้ำหน้า)แหล่ะ

………….

ระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงาน ฉันกะว่าราวๆ 6, 7 หรือ 8 กิโลเมตร…นะ

ระยะทางมันขึ้นอยู่กับว่า วันนั้นโหมดอารมณ์เป็นแบบ เหนื่อย หรือว่า คึก

ขี่จักรยานมาก็ประมาณ 50 นาที บางทีก็เร็วกว่านั่งรถเมล์ เพราะมีความแน่นอนกว่า

เพิ่งรู้นะว่า แถวบ้านฉัน มีคนที่เรารู้จักที่เราไม่เคยรู้ว่าอยู่ละแวกเดียวกัน เพราะการปั่นจักรยานผ่านไปเจอ

จึงกลายเป็นธรรมเนียม ที่จะต้องส่งเสียง “กริ๊งๆ” กระดิ่งทักทายเมื่อผ่านหน้าบ้านเขา

คุณกุ้ง และภรรยา เปิดร้านขายอาหารตามสั่งแถวถนนตากสิน-วงเวียนใหญ่

เคยปั่นจักรยานรวดเดียวมาถึงพระรามสี่เหมือนกัน แม้ว่าจะเหมือนการปั่นมาทำงานก็จริงอยู่

ที่ทำงานตั้งอยู่บนถนนสาธร แม้ระยะทางที่เพิ่มขึ้นมานั้นไม่มาก แต่ก็ทำให้เหนื่อยเหมือนกัน

คงต้องยกไว้สักวัน หากต้องไปไกลกว่าที่ทำงาน คิดว่าจะไม่ปั่นจักรยานมา :P

รู้ไหม ถ้าปั่นจักรยานมาทำงาน หรือไปไหนมาไหน

เดือนๆ หนึ่ง ฉันจะประหยัดได้ประมาณ 1,000 บาท แน่ะ

ถ้าจะปั่นให้ได้เงินเก็บสักหมื่นบาท ฉันต้องปั่นถึง 900 ครั้ง (หักค่าสึกหรอ)

กะจะขี่กันให้ “รวย” เลยก็ว่างั้นเหอะ

สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกซึ่งฉันเคยคิดว่ามันจะเป็นไปในทางตรงข้ามนั้นก็คือ

ปั่นจักรยานแล้วคงหิว และทานมากขึ้น คงไม่ได้ประหยัดสักเท่าไหร่

แต่อย่างที่บอกแล้วว่าผลลัพธ์มันตรงกันข้าม ฉันไม่ค่อยหิว มาทำงานก็ไม่สลึมสลือ (เพราะนอนดึกทุกวัน)

ปรกติตอนพักบ่าย (ฉันพักบ่าย ไม่ได้พักเที่ยง) ต้องหาที่งีบหน่อย แต่พอปั่นจักรยาน ตลอดทั้งวัน ไม่รู้สึกง่วงเลย

คงเป็นเพราะร่างกายได้รับการกระตุ้นให้พร้อมตื่นตัวเสมอ เหมือนการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง

ความฝันของการ “ลดพุง” คงเป็นจริงในคราวนี้ เย้ เย \(^o^)/

…………..

ฉันชอบตอนขี่จักรยานกลับบ้าน เหมือนการพักผ่อนอย่างหนึ่ง

การได้ปั่นจักรยานทอดน่องดูชีวิตผู้คนยามค่ำคืน ทำให้รู้สึกเพลินพิศเพลิดได้อย่างหนึ่ง

ขาทางกลับฉันเลือกผ่านถนนพระรามสี่ วันไหนอยากจะแวะกินมือค่ำแถวสะพานเหลือง หรือเยาวราช ก็เพียบแค่บีบเบรคมือเบาๆ

แต่เพราะเดือนนี้ ฉันถอยจักรยานมา เลยไม่ได้แวะซื้ออะไรทานหรอก ไม่มีตังค์อ่ะ

ดีนะที่ผูกปิ่นโตมาจากที่บ้าน วันๆ หนึ่งฉันจึงใช้เงินแค่ 25 บาท (ความจริงมันถูกบังคับด้วยงบ ให้เหลือเงินแค่นั้นน่ะ)

ถึงแม้ว่าจะไม่แวะหาอะไรทาน แต่ก็ต้องแวะพักข้างทางอยู่ดี

เพราะระหว่างระยะทางมันต้องมีการพักบ้าง

แวะพักข้างทาง แล้วก็ต้องไปต่อ…

ชีวิตก็คล้ายๆ กันอย่างนั้น คือ คงไม่มีใครเดินทางหรือทำงานได้ตลอดเวลา

ก็ต้องมีเวลาเพื่อพักผ่อน

(แม้ว่าจะรู้สึกเหนื่อย(มาก) พักแล้ว และชีวิตก็ต้องไปต่อ)

บางทีก็คิดนะ ว่าอยากอยู่ต่างจังหวัด มีจังหวะชีวิตที่ไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้..

เขาเรียกความรู้สึกที่คนเมืองอยากไปอยู่ต่างจังหวัดนี้ว่า “ถวิลชนบท” <– ศัพทบัญญติของฉันเอง

อารมณ์ “ถวิลชนบท” ไม่ได้เป็นกับฉันคนเดียวนะ

คนในเมืองใหญ่ๆ บางคนก็มีความคิดแบบนี้ ยกตัวอย่างที่ประเทศญี่ปุ่น

ถึงกับอพยพออกกรุงไปทำนา ทำไร่ ใช้ชีวิตพอเพียงอย่างสุขใจ

(ว่าแต่อาชีพทางกสิกรรมของที่นั่น ถือเป็นอาชีพที่ดีทีเดียว ต่างจากบ้านเรา)

พูดถึงเรื่อง “ความสุข”

การขี่จักรยาน ก็ทำให้เกิดความสุขได้นะ

เพราะการขี่จักรยานก็นับว่าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง

ซึ่งไม่เพียงช่วยลดพุงแล้ว ร่างกายยังหลั่งสารแห่งความสุข (สารเอนโดรฟิน)

เหมือนคนที่ออกกำลังกายด้วย

และด้วยผลแบบนี้เอง ฉันจึงได้รับการบำบัดอาการซึมเศร้าไปในตัวด้วย

เพราะการใช้ชีวิตแบบคนกรุง ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย และสภาพความเครียด

เป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความซึมเศร้า

…………….

ว่าแต่ มีเรื่องนึงที่ต้องเศร้า (ซึ่งไม่ใช่ความซึมเศร้า)

คือ ผิวผู้ดีของฉัน มันต้องคล้ำลง T.T เอ หรือต้องใช้คำว่า “คล้ำขึ้น” หว่า?

“ความดำ” มันขึ้นอยู่กับค่านิยมความคิดของคน อย่างคนบ้านเราเชิดชู “ความขาว”

โดยเฉพาะหญิงสาว ก็เชิดชูความขาวด้วยการโชว์ “จั๊กกะแร้” พื้นที่ใต้วงแขน ว่าจะต้องขาวชวนมอง

- -” อืมม์ มันขึ้นอยู่กับค่านิยม…อย่างสมัยหนึ่งปู่ยาตายายของเรา นิยม “ความดำ”

ความดำของฟัน น่ะนะ ดำเพราะกินหมาก ฉันกำลังชี้ให้เห็นว่าเป็นเรื่องค่านิยม

“เฮ๊ย แกร จะดำมากเกินไปแล้วนะ” ตัวฉันในกระจกท้วงติง

ชายหนุ่มในวัยที่กำลังดูดี และไร้คู่ตุนาหงัน อย่างฉันนี่ จะต้องมาคล้ำกรำแดด เสียโอกาสในการหาคู่

และแถมเสียดายค่าครีมลอริอั่ลเมนเอ็กซ์เปิร์ตที่ไว้บำรุงชะลอความชรา

“ดำ แล้วจะทำมายยยหา” -*- ดำแหล่ะดี ไม่ต้องมีใครมาสนใจ ฉันบอกกับคนในกระจกอย่างไม่ยี่หร่ะ

ชีวิตเป็นโสด แบบนี้ก็สบายดี และเป็นเทรนด์ของคนยุคนี้

“จักรยาน, พุง, โรคซึมเศร้า, โสด” ความสัมพันธ์กันอย่างน่าประหลาดของความอินเทรนด์คนกรุง

ฮัๆ (หัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างภูมิใจในตัวเอง)

คนอาไร๊ติดเทรนด์เสียไม่มี ฉันนี่ :P

………………

ปล.1 แหล่งจักรยานที่มีร้านค้ามากที่สุดในกรุงเทพ อยู่ที่วรจักร (เท่าที่รู้มา และฉันก็ซื้อที่นี่ ถ้าข้อมูลผิดพลาดอย่างไรขออภัย)

ปล.2 ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังโสด แต่จักรยานที่ฉันซื้อมา มีที่นั่งซ้อนด้วยนะจ๊ะ มันยังไงหว่า?

tag: ลูกกรุง, ลูกทุ่ง, ชีวิตพอเพียง, ค่านิยม, เทรนด์, how to ขี่จักรยาน

โหลๆ เทสต์ โหลเทสต์

ลองอัพเดทบล็อกแบบขี้เกียจดูขอรับ

Bulletins in Trend#51:ไม่รักกันแล้ว ;-(

วันนี้มีข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์-18/02/2008 หลายฉบับให้ความสำคัญกับข่าวหนึ่ง
ดึงความสนใจจากเรื่องที่น่าละเหี่ยใจอย่างเศรษฐกิจและการเมืองได้ทีเดียว

“นิโคล-จิรศักดิ์เตียงหัก หย่าแล้ว”

จริงๆ ก็ไม่อยากเขียนเรื่องอินเทรนด์ “แบบนี้” สักเท่าไหร่
เห็นแล้วไม่จรรโลงใจ มีแต่ทำให้เกิดข้อกังขาถึงเรื่องสถาบันครอบครัว

พอดีมีเพื่อนร่วมงานในที่ทำงานของผมพูดคำนึง ซึ่งทำให้ผมคิด

“เออ…เดี๋ยวพี่จดก่อนนะ อะไรนะ” ผมได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกว่าเป็น “คีย์เวิร์ด” สำหรับเรื่องรักร้างเตียงหัก

“ก็ไม่มีอะไรมากพี่ ทุกอย่างนั้นเป็นเรื่องรองๆ แต่หลักๆ คือ ไม่รักกันแล้ว” จริงสิ น่าคิด

“ไม่รักกันแล้ว” น่าจะเป็นคำที่ใช้กรองมองคู่ร้างไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก

…..

คงไม่ต้องมาไล่เรียงหรือนับว่ามันเยอะแค่ไหน สำหรับคู่ร้างดาราในช่วงปีที่ผ่านมา
ซึ่งเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี และก่อให้เกิดคำถามต่อคนต่างๆ อย่างเช่นว่า

“ก็เห็นว่าเป็นคู่ที่น่ารัก หวานกันดี น่าอิจฉา แล้วทำไม?”

“เราต่างคนไม่มีเวลาให้กัน และผมทำหน้าที่สามีได้ไม่ดี” แมว-จิรศักดิ์ ปานพุ่ม เปิดใจกับนักข่าว

ในมุมมองคนนอก ที่ไม่อาจบอกได้ว่าทำไม จึงน่าจะอยู่ที่คนสองคนจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีที่สุด

เมื่อสัปดาห์ก่อน ยู่ยี่ อลิสา อดีตนางแบบเนสกาแฟเชค ซึ่งไปแต่งงานกับสามีต่างชาติ ได้ออกมาเปิดเผย
ถึงสาเหตุการแยกทางกับสามีประมาณว่า “เข้ากันไม่ได้”

หรือคู่ของปุ๋ม ปนัดดา (วงศ์ผู้ดี) อดีตนางสาวไทยและพิธีกรสาวคนเก่ง กับสามีหนุ่มนักธุรกิจ
ที่แยกทางกันเพราะ “ทัศนะคติที่แตกต่างกัน”

อย่างคู่ของ โบ-ชญาดา น้องสาวสส.แบม จนิสตา หอบลูก น้องอชิ แยกคอนโดอยู่กับฟลุ๊ค เกริกพล
เพราะ “ความเจ้าชู้” ของสามี

และ ไปยาลใหญ่ อีกมากมายเหลือกล่าว

แต่ในทุกเหตุการณ์นั้น ลองเอาคำๆ นี้เป็นมาตรวัด ความสัมพันธ์ทั้งสองดูว่า

“ไม่รักกันแล้ว” ก็อาจจะมองเห็นต้นเหตุที่แท้จริงก็เป็นได้

……

“ไม่รักกันแล้ว”- ทำให้สามีภรรยาคนที่อยู่ด้วยกัน กลายเป็นคนคุ้นเคย
ไม่ต่างอะไรจากรูมเมท แชร์ค่าห้อง ตื่นมาแล้วแยกย้ายออกไปทำมาหากิน

“ไม่รักกันแล้ว” ชี้นกให้กลายเป็นไม้ไม่ได้อีกต่อไป น้ำต้มผักที่ว่าหวานกลับชืดจางและขื่นขม

“ไม่รักกันแล้ว” ทำให้ความคิดเรา ต่างกันเกินไป แอม-โอเค บัด ยูอาร์ โน โอเค

“ไม่รักกันแล้ว” จึงไปมี กิ๊ก กั๊ก หรือก็คือ ชู้ นั่นแหล่ะ ไม่ต้องพูดให้ดูดี

“ไม่รักกันแล้ว” คำนี้น่าจะลองมาคิดทบทวน

อาจเคย “รักกัน” แต่เดี๋ยวนี้  “ไม่รักกันแล้ว”
ภาพความรักที่หวาน ก็เป็นเรื่องจริง ไม่ได้แสร้งหลอกใคร

……

ผมคงไม่อาจจะะเขียนแนะนำได้ว่า “ควรรักษาความรักอย่างไร”
ถึงอย่างนั้นก็เชื่อว่า ความรักที่สมบูรณ์นั้นมีอยู่จริง
และขอให้รักเหมือนอย่างที่รักในวันแรกๆ ที่รัก

ถ้าความรัก มาจากพระผู้สร้างที่ “ธำรงชีวิต”
ความรักนั้นก็เหมือนอย่างการมีดำรงอยู่ และมีชีวิต

คำว่า “ไม่รักกันแล้ว” ก็จะไม่เกิดกับคู่รักที่รักษาชีวิตรักนั้น

ลองกลับมาถามใจตัวเราเองดูว่า “รักของเรายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?”

Trendy Teddy

มันเป็นบ่ายแก่ๆ กับกาแฟในถ้วยเก่า กองงานยังพะเนิน
เสียงอึงๆ จากโต๊ะข้างๆ เอื้อเฟื้อเสียงเพลงจากวิทยุอย่างไม่ถามความสมัครใจของคนฟัง

มีเพลงๆหนึ่งลอยเข้ามากระทบโสตประสาท ก่อให้เกิดความรู้สึกแปลบขึ้นมาในใจ
พลันทำให้น้ำตาของผมไหล อย่างไม่มีเหตุผล ราวกับว่ากาแฟที่เพิ่งซดดื่มไปเมื่อกี้ผสมด้วยวาซาบิญี่ปุ่น
(อย่าเอาอะไรมากกับผมเลยครับในช่วงนี้ แค่เห็นลูกแมวหลงทางยังพาลร้องไห้ได้)

เพลงที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้ และเป็นปฐมเหตุแห่งการแต่งเรื่องสั้น
คือเพลง “คำไม่กี่คำ” ของ BoyPod อัลบัม Bitter Switter เพลงรักขมๆ ระคนความหอมหวานของวันวาน

เรื่องที่ไม่คิดว่าจะเขียนได้แล้ว ในวันวาเลนไทน์ปีนี้ ความว่างเปล่าของสมองเล็กๆ ที่วนเวียนอยู่แต่ “วาระคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (อูบันตู)”
กลีบถูกจุดประกายเล็กๆ ขึ้นมา เนื้อหาของเพลง ที่คนๆ หนึ่งแอบรักเพื่อนของตัวเอง แต่ไม่กล้าบอก

“คำไม่กี่คำ” ที่หากได้พูดออกไป ผลลัพธ์มันนั้นจะเป็นเช่นไรหนอ

ความรักที่ต้องเก็บไว้ กับความในใจที่พูดออกไปแล้วทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป อย่างไหนจะเจ็บปวดกว่ากัน

ผมจึงเริ่มเขียนเรื่องสั้น Bulletin in Love อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้เ่ขียนมานาน
นานกว่า 1 ปีครึ่ง…

ขอบคุณ พี่น้อย ที่ตอนนี้อยู่อินเดีย เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน แกส่งไฟล์ไฟล์เพลงพะหัวข้างหน้าประมาณว่าเกี่ยวกับวาเลนไทน์
เป็นเพลงภาษาญี่ปุ่น ที่ฟังแล้วก็อดขำๆ ไม่ได้ว่า-แกชอบแบบนี้นะเหรอ
ผมเลยนึกพลอตเรื่องเริ่มและเติมเต็มได้ เพราะวัฒนธรรม-ภาษาญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่ผมคุ้นเคยอยู่แล้วตั้งแต่สมัยม.ปลาย

ขอบคุณ คุณที่ชื่อว่า “ประสบการณ์” ที่ทำให้รู้จักความหวานขน ระคนกันไป จะว่าไม่เคยมีความสุขเลยก็ไม่ใช่
แต่การเรียนรู้สิ่งที่ผ่านมาแล้วนั้น และยังยืนหยัดคงอยู่เป็นสุขได้ เป็นรางวัลแห่งชีวิตที่ไม่น่าจะหาจากที่ไหนได้
นอกจากเรียนรู้จากคุณคนที่ชื่อว่า “ประสบการณ์” นั้น

…..

Bulletin in Love: ไม่…เหมือนเดิม

มมีเรื่องเล่าว่า ขณะที่นักศึกษาไทยคนหนึ่งขณะกำลังผ่านด่านตรวจคนของญี่ปุ่น
กลับถูกกักตัวไว้เพราะตรวจพบว่ามีสิ่งหนึ่งผิดปรกติที่เขานำเข้าเมืองมาด้วย

เมื่อเจ้าหน้าที่จะหยิบขึ้น ก็พลันสะบัดมืออย่างแรง เพราะตกใจกับสิ่งที่หยิบขึ้นมา

ขวดพลาสติกนั่นตกลงบนพื้น

ความโกลาหลเกิดขึ้น เมื่อคนข้างหลังร้องโวยวายกันใหญ่ เพราะเห็นว่าข้างในขวดมีสิ่งมีชีวิตเป็นแมลงชนิดหนึ่ง
ตัวเท่าหัวแม่โป้ง ปีกสีน้ำตาลไหม้

“แมลงสาบ” (aburamushi-ในภาษาญี่ปุ่น) เสียงอึงลั่นแต่แปลได้ใจความอย่างเดียวกัน

ฝาเปิดออกเพราะแรงกระแทก ไม่นะ…แมลงสาบนับสิบ กำลังจะกรูออกมาจากปากขวดแล้ว

“ตายแล้ว คุณเอาสิ่งนี้เข้าประเทศไม่ได้นะ” เจ้าหน้าที่โวยวายลั่้น มากไปกว่านั้นคือ กลัวว่าแมลงสาบมันจะออกอาละวาด
แต่นักศึกษาไทยคนนั้นไม่ได้พูดอะไร ก้มลงหยิบขวดพลาสติกนั้นด้วยใจเย็น และตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แปลได้ว่า

“ไม่ต้องห่วงครับ แมลงสาบพวกนี้มาจากเมืองไทย…มีพฤติกรรมที่ชอบแก่งแย่งกัน”
“เห็นไหมครับ ว่าไม่มีสักตัวออกมาได้  เพราะไม่อยากเห็นเพื่อนของมันได้ดีกว่า มันฉุดตัวที่กำลังจะออกกันเอง”
นักศึกษาขยับฝาปิดขวดแน่นและมอบให้เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นคนนั้น

…..

ชานนทร์ นึกถึงเรื่องเล่าของเด็กสาวคนหนึ่งที่ “อำ” ตน ตอนที่เขากำลังจะไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่่อ 3 ปีก่อน
เขานึกๆ อยู่ว่า ถ้ามีเรื่องเล่าสักเรื่อง ที่จะอำ ชาวญี่ปุ่นได้ น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นข่าว ที่แม้เขาอยู่ญี่ปุ่นยังได้ยินข่าวนี้
“ต้องอำเรื่องตัวเงินตัวทองพลอดรักกันหน้าำทำเนียบ…” ชานนทร์นึกเล่นๆ กับตัวเอง

เขาเดินรอบๆ สนามบินสุวรรณภูมิ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาเหยียบเยือน ในฐานะนักศึกษาที่ไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วกลับมาบ้าน
พยามมองหาดูว่า รอยแตกรายงาหลังคารั่วแตกซึมและเสาตะเคียนมันอยู่ต้นไหนตรงไหน

ชานนทร์ลากกระเป๋ามาถึงที่จอดรับส่งผู้โดยสาร เรียกเท็กซี่คันหนึ่งได้

“อีกเดี๋ยวสินะจะได้เจอกันแล้ว” ชานนทร์นึกถึงธัญญา เด็กสาวคนนั้นที่เล่าเรื่องแมลงสาบให้เขาฟัง

“ไปซอยสวนพลูนะครับ ข้างๆ ตรวจคนเข้าเมือง”

…..

ชานนทร์ หนุ่มนักศึกษาสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่ออนุปริญญาที่ประเทศญี่ปุ่น 3 ปี
ซึ่งได้รับการติดต่อจากอาจารย์ที่ปรึกษาในช่วงชั้นปีสุดท้าย
การที่นักศึกษาต่างชาติจะเรียนในประเทศญี่ปุ่นนั้น จำเป็นต้องปรับพื้นฐานทางภาษา 1 ปี
บวกกับเรียนอนุปริญญาอีก 2 ปี

เป็น 3 ปีที่ผ่านไปไวในความรู้สึกของชานนทร์

เชามองทิวทัศน์รอบๆ ตึกรามบ้านช่องเกิดขึ้นรายทางตามที่ถนนตัดผ่านไป
สิ่งที่เหมือนเดิมในความรู้สึกของเขา คือ เรื่อง “ถนน” ที่ไม่เคยตัดผ่านและทำเสร็จ
ไม่ขุดท่อ ก็วางสายไฟ พอวางสายไฟเสร็จ การประปาก็มาขุดอีก
จนถนนบางสาย มีคนเอาป้ายปักไว้ว่า “ห้ามขุด 10 ปี”

แค่ 3 ปี หลายสิ่งหลายอย่างนั้นเปลี่ยนไป ทางที่เคยคุ้นเคยกับไม่คุ้นเสียแล้ว ด้วยความเปลี่ยนแปลง
ไม่เหมือนเดิม…

คนขับรถคนนี้ ไม่ชวนพูดอะไร ได้แต่เปิดเพลงให้ลูกค้าฟังแทน
ชานนทร์ เอนหลังพิงตัวอย่างผ่อนคลาย ยังอีกไกลกว่าเขาจะไปถึง
“พี่ครับถ้าใกล้ถึงแล้วช่วยปลุกผมด้วยนะครับ”

“แต่เธอจะได้ยินอะไรจากใจฉันไหม ได้ยินใช่ไหมว่าอึดอัดใจแค่ไหน”
“ที่ต้องเก็บกดคำๆ นี้ให้อยู่แค่หัวใจ เพราะไม่กล้าเลยสักที”

แว่วเสียงเพลงกับสิ่งที่เขาจำได้ลางๆ เหมือนความฝัน คือความทรงจำของเขา ก่อนที่จะหลับลงเพราะระยะและการเดินทาง

…..

“ชาน ทำอะไรอยู่ ไปติวหนังสือกัน” ธัญญามาชวนชานนทร์ไปติวหนังสือกับเพื่อนๆ เห็นเขากำลังง่วนกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์กับหน้าจอคอมพ์ซึ่งกระพริบพร่า
มีตัวเลขแสดงเป็นแถวยาวเป็นพรืด

“รู้ไหม รหัสไบนารี่โค้ดของบรรทัดนี้ มันแปลว่าอะไร” เขาพูดโดยยังไม่หันมองเด็กสาว ได้แต่ก้มหน้าก้มตา

01001001001000000110110001101111011101100110010100100000011110010110111101110101

*(แปลเลขตัวอักษรข้างต้นเป็นคำได้จาก http://nickciske.com/tools/binary.php โดยคัดลอกไปวางและกด decode)

“ตัวอักษรแต่ละตัวที่เราเห็นจากจอคอมพิวเตอร์น่ะ”
“มาจากการทำงานของวงจรเล็กๆ นับพันล้านตัว ที่เปิดปิดสลับกระแสไฟ”

“0 หมายถึง ปิด และ 1 หมายถึง เปิด” ธัญญาทำหน้างงๆ ฟังชานนทร์อธิบายศัพท์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่น่าปวดหัว
“1 เลขหมายถึง 1 บิต, 8 บิตเท่ากับ 1 ไบต์ หรือตัวอักษร 1 ตัว”

“หรือเขียนให้เข้าใจง่ายหน่อย ได้ดังนี้”

01001001 00100000 01101100 01101111 01110110
01100101 00100000 01111001 01101111 01110101

“อะไรของนายอ่ะ ไม่เข้าใจ ฉันไม่ใช่คอมพิวเตอร์นะยะ”

“ฮึๆ” ชานหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ ก่อนที่จะแสดงผลงานประดิษฐ์ เป็นตุ๊กตาหมีเท็ดดี้ที่ฝังแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์มีหน้าปัทม์แสดงผล
“ดูนะ…” เขาเชื่อมสายไฟต่อกับที่ต่อถ่าน ตุ๊กตานั้นเริ่มส่งเสียงเป็นเพลง และแผงหน้าปัทม์มีตัวอักษรสีแดงๆ

“อ่านไม่ออก” ธัญญาชะโงกเข้ามาดูใกล้ๆ เห็นแต่คำที่ไม่สมบูรณ์ มีแต่ขีดเส้นตรงเส้นขวาง อ่านไม่เป็นคำ
“แหะๆ…คงจะยังใช้ไม่ได้มั้ง” ชานหัวเราะเกลื่อนหน้าแดง รีบเก็บเจ้าตุ๊กตาตัวนั้นและเก็บอุปกรณ์ทุกอย่าง
ก่อนที่จะคว้าหนังสือรีบออกไปติวกับธัญญ์

“ถ้าจะบ๊องส์ไปแล้วซะเพื่อนเรา” ธัญญ์ยิ้มกับความเปิ่นเนิร์ดของเพื่อนตัว

…..

และอย่างที่ตั้งใจของเด็กทั้งสอง แต่เหมือนความไม่บังเอิญที่พวกเขาได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเดียวกัน

ชานนทร์ ได้เข้าคณะวิทยาศาสตร์สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์เด็กหนุ่มขี้อายเก็บตัว แต่มีความอัจฉริยะด้านตัวเลขและตรรกะศาสตร์
ส่วนธัญญา เลือกเรียนคณะ นิติศาสตร์ ตามความฝันของตัวเองที่อยากเป็นทนายความเหมือนอย่างคุณพ่อที่เสียไป

“แม่ฝากน้องเขาด้วยนะ” น้าประภาฝากธัญญาไว้กับชานนทร์ในวันปฐมนิเทศน์นักศึกษาใหม่

ด้วยความไว้วางใจจึงฝากลูกสาว ซึ่งเป็นเพื่อนวิ่งเล่นวัยเด็กอายุใกล้เคียงกันของธัญญาลูกสาวของเธอ
ไว้กับเด็กหนุ่มที่เธอรักเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง

น้าประภารู้จักครอบครัว ไม่สิ เด็กชายจากบ้านเด็กกำพร้าคนนี้ ว่าเป็นเด็กใฝ่ดี และเห็นมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย
พ่อแม่ของชานประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตั้งแต่ชานยังเด็ก ทิ้งสมบัติไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในการดูแลจัดการมรดกของทนายสุกฤษฎ์สามีที่ของเธอนั่นเอง
ส่วนชานได้มาอยู่และเติบโตในบ้านเด็กกำพร้ามหาเมฆ

“แหม ผมต้องฝากให้ยัยธัญญ์ ดูแลผมฝากกว่านะครับ” เขาหันไปทางธัญญา แล้วออกอาการหัวเราะร่า
ธัญญาเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริง แข็งแรง เพราะเธอเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลหญิงในกีฬาสีของโรงเรียนทุกปี
ออกดูเธอเป็นทอมบอย แต่จริงๆ แล้วแอบหวานอย่างไม่น่าเชื่อ

“นี่แน่ะ นายว่านินทาอะไรฉันกับคุณแม่” ธัญญาหยิบตำราคว้าหมับ แต่ไล่ตีชานนทร์ที่ทำท่าทะเล้นใส่
“พอได้แล้วจ๊ะ นั่น เสียงกริ่งเรียกนักศึกษาขึ้นตึกแล้ว” ประภาปรามลูกสาว และไล่ให้รีบไปรายงานตัว

ภาพในความฝันตัดผ่านมาอีกภาพอย่างรวดเร็ว
ภาพเขา น้าประภา และธัญญา ยืนอยู่ประตูทางเข้าตรวจเข้าของผู้โดยสารที่กำลังขึ้นเครื่องบิน
เสียงน้าประภาที่บอกกับชานให้เตรียมตัว

“พอได้แล้วจ๊ะ นั่น เสียงเรียกให้พี่เขาขึ้นเครื่องบินแล้วจ๊ะ” น้าประภาบอกธัญญ์ ให้เลิกแกล้งอำชาน เรื่อง “แมลงสาบ” นั้น
“แม่ก็…” หญิงสาวทำหน้ามู่ไปทางแม่ ก่อนที่จะทำเสียงร่าเริงบอกเขากึ่งเล่นกึ่งลา

“อย่าไปหลงเสน่ห์สาวญี่ปุ่นเข้าล่ะนะ…รักษาสุขภาพด้วย รักนะจุ๊บๆ”

“ลานะครับ…ไปก่อนนะ” ชานไห้วประภาและบอกลาคู่สองแม่ลูก

เขาเหลียวหันมองสองแม่ลูกอีกครั้ง ก่อนเสียงเรียงเตือนเป็นครั้งสุดท้าย
มือที่ซุกอยู่กระเป๋าด้านในของโค้ดเสื้อนอก เหมือนจะหยิบบางสิ่งออกมา
เขาลังเลใจก้าวเหมือนจะหันกลับ ก่อนสาวเท้าก้าวกลับไป

….

“จะให้ผมจอดตรงไหนดีครับ” พี่คนขับปลุกชานนท์ให้ตื่นขึ้น ขณะที่รถกำลังเลี้ยวเข้าจากถนนใหญ่เข้าสู่ซอยสวนพลู

“ตรงไปตามทางก่อนครับ แล้วเลี้ยวขวาตรงโน้น”

รถมาจอดหน้าบ้านสวนเล็กๆ เป็นเรือนไม้สองชั้นทาด้วยสีฟ้าพาสเทลอายุน่าจะราวประมาณสามสิบปี
เจ้าของบ้านเสียชีวิตไปแล้ว เหลือเพียงแต่ภรรยาเจ้าของบ้านกับลูกสาววัย 25 ปีอยู่กันตามลำพัง

น้าประภากำลังกวาดใบไม้อยู่ลานหน้าบ้าน พอได้ยินเสียงรถมาจอด จึงเดินเข้ามาดู

“ตายแล้วพ่อคุณ กลับมาทำไมไม่บอก คิดถึงจังเลยลูก” ไม่ทันที่ชานนทร์ได้วางกระเป๋าเพื่อไหว้น้าประภา
น้าประภาของเขาก็คว้าตัวเข้ามากอดและหอมแก้มอย่างเอ็นดู

“ธัญญ์ มาดูสิจ๊ะว่าใครมา” “ค๊ะแม่” เสียงลูกสาววิ่งลงส้นตึงๆ จนชานหวั่นๆ ใจว่าเรือนไม้จะพังหรือเปล่าหนอ

“แน๊ะ…แม่บอกกี่ครั้งว่าอย่าวิ่ง ไม่เป็นผู้หญิงเล๊ย” แม่เอ็ดเจ้าตัวซนของเธอ ตอนเด็กๆ เป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยน

“ชาน…ชานนทร์จริงๆ ด้วย” หญิงสาวแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า วิ่งรี่ปรี่ตรงเข้ามา

“เฮ๊ย…อ๊อก หายใจไม่ออก ไอ้ธัญญ์” ธัญญาเล่นกระโดดกอดล๊อคคอชานนทร์ ประภายิ้มส่ายหัวกับความไม่รู้จักโตของลูกสาว

ภาพความอบอุ่นของครอบครัวสองแม่ลูก ทดแทนความเหงาเดียวดายของเด็กชายที่ไม่ได้รับจากครอบครัว
เพราะความสูญเสียแต่วัยเยาว์ที่อุบัติเหตุ พรากคนที่เขารักไปถึงสองคน

ธัญญ์กับคุณแม่เป็นหนึ่งในกำลังใจที่เขามี ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เขาก็รู้ว่ายังมีที่แห่งนี้ที่จะเป็นเหมือนเดิมต่อเขาเสมอ

“แม่ค๊ะ นี่กี่โมงแล้วคะ” หญิงสาวอุทานขึ้น เหมือนนึกอะไรได้สักอย่าง

“บ่ายโมงแล้วจ๊ะ ลูกมีนัดไม่ใช่เหรอ” น้าประภาเตือนความจำลูกสาว ธัญญ์บอกกับแม่ว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนๆ

“จริงซิ แม่คะ หนูไปก่อนนะคะ, ชาน เราไปก่อนนะ แล้วค่อยคุยกัน” ธัญญ์จุ๊บเบาๆ ที่แก้มของชานทีหนึ่ง และหยิกจมูกเขาเบาๆ

“เขารีบไปไหนเหรอครับ” ชานกำลังงงๆ เอามือลูบๆ แก้ม ไม่ทันที่เขาจะหน้าแดง หญิงสาวก็วิ่งตัวปลิวออกไปที่รั้วแล้ว

“อ๋อ เขามีนัดกับเพื่อนชายน่ะ ไปเที่ยวด้วยกันกับกลุ่มเพื่อนๆ”

“เหรอครับ” ชานมองตามอย่างเหม่อๆ น้าประภาพูดอะไรอีกสองสามประโยค แต่เหมือนกับว่าเขาไม่ได้ยินที่น้าประภาพูดเลย

….

คุณเคยรู้สึกอย่างนี้ในบ้างครั้งไหมว่า

“ถ้าให้ย้อนเวลาได้สักครั้ง และให้กลับไปแก้ไขเรื่องราวในอดีตได้สักอย่าง…”
คุณจะเลือกกลับไปช่วงเวลาไหน เพราะอะไร?

ภายในห้องพักของชานนทร์ในมหาวิทยาลัย ห้องของว่าที่อาจารย์ฝึกสอนตามทุนที่ต้องใช้คืน
หลังจากจัดแจงสิ่งต่างๆ แล้ว เขาก็ล้มพับตัวลงนอนด้วยความเพลีย

ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในกลางดึก เหมือนจิตใจจะทวงคำถามที่ค้างคาไว้เมื่อกลางวัน
เขารู้สึกตัวอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองกำลังนอนกายหน้าผาก ตามองดูพัดลมเพดานที่กำลังหมุนช้าๆ วนเป็นรอบๆ
เขานับรอบพัดลม โดยคิดว่า “คงเหมือนกับนับแกะล่ะมั้ง” อาจช่วยให้เขาหลับลงได้

“เขามีนัดกับเพื่อนชายน่ะ…” คำของน้าประภา ก้องอึงอยู่ในหัวของเขา กับความคิดที่สลัดไปไม่ได้สักที

เสียงบ่นพรำงึมงำ เป็นตรรกะอย่างหนักเหมือนคอมพิวเตอร์ที่ใช้เวลาประมวลนานเกิน

if
 grep “she” `find . boyfriend` | sed (sad) -ie > for i
fi

“บ้าน่ะ…เราควรยินดีกับเขาไม่ใช่เหรอ” ชานนทร์กำลังฟุ้งซ่าน แม้ความคิดก็ยังรวนเป็นภาษาคอมพิวเตอร์

ชานดีดตัวลุกขึ้นมา ลากกระเป๋าเดินทางซึ่งเขาเข็นเก็บไว้ใต้เตียงชั่วคราว และเปิดกระเป๋าหยิบสิ่งหนึ่ง

“ธัญญ์…” ชายหนุ่มเม้มปาก หยิบเจ้าหมีเท็ดดี้ตัวนั้น ที่ชื่อ 01001001 00100000 01101100 01101111…(ย่อ)
เขาไม่อาจบอกใครได้ว่า คิดถึงและรู้สึกเช่นไร ต่อเธอ

“ธัญญ์ รู้ไหมว่าเราอยากให้และอยากบอก…” ตุ๊กตาหมีไม่พูดอะไรตอบ ไม่มีคำตอบสำหรับความรู้สึกที่ไม่ได้เอ่ยออกไป
ถ้าวันนั้น เธอรู้ ในวันนี้ ที่ของฉัน จะอยู่เช่นไรในวันนี้

มีคนเคยบอกนะว่า การที่แอบรักใครคนหนึ่ง แล้วไม่บอกไป เป็นเรื่องน่าเศร้าใจยิ่งกว่า การที่ได้บอกแล้ว ไม่ถูกรักตอบ
สำหรับชานแล้ว เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าหากบอกไปแล้วจะเป็นอย่างไร เขากลับมานึกย้อนถึงเรื่องเก่าๆ อีกครั้ง

….

“นายจะให้ตุ๊กเท็ดดี้ตัวนั้นกับแอนใช่ไหม” แอน ที่ธัญญาหมายถึง คือเด็กผู้หญิงสาวสวยน่ารักแบบสไตล์ที่ชานนทร์ชอบ
แอนเป็นเพื่อนนักเรียนซึ่งเรียนห้องเดียวกับชานและธัญญ์ตั้งแต่ ม.5 ครั้งหนึ่งชานนทร์เคยบอกธัญญ์ว่า เขาชอบผู้หญิงแบบนี้

“ไม่กระโดกกระเดกแบบแก อากัปกริยาเรียบร้อย ฉลาดน่ารัก เพอร์เฟ็กต์” ชานนทร์แจกหมัดแยบแนะแหนเพื่อนของตัวซึ่งหน้า
“เขาก็ไม่ชอบนายมหาเนิร์ด ที่วันๆ พูดเป็นแต่ภาษาคอมพ์เหมือนกับนายหรอกย่ะ” ธัญญาจี้แทงใจดำ จนหน้าหงาย

“เฮ้ย ไอ้ชานกับไอ้ธัญญ์กัดกันอีกแล้ว มันน่าจับเป็นแฟนเสียจริงๆ นายธัญญา กับนังชานนทร์ โห่” เพื่อนปากหมานแซววี๊ดวิ้ว
“ไม่ใช่เว้ย” ธัญญาหยิบไม้กวาดไล่ตีทะโมนปากหมาน ที่โห่ร้องกิ๊วก๊าวอย่างชอบใจ

เป็นอย่างนี้แต่เด็ก ที่ธัญญ์ทำหน้าที่เหมือนคนที่ปกป้องชานจากการถูกล้อเลียนรังแก มีเพียงแค่ครั้งเดียวที่เขาปกป้องและดูแลธัญญ์

ชานนทร์ยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี ตอนนั้นไปค่ายทัศนะศึกษาที่ชายทะเลแห่งหนึ่งตอน ม.4
ธัญญาเด็กสาวจอมแก่น ตกลงใจกับเพื่อนของเธอ 4-5 คน ซึ่งก็ลากชานไปด้วย ขึ้นบานาน่าโบ๊ท (เรือกล้วย)

“แฮ่ ตัวหารน่ะนะ” ไอ้บ้า รู้ก็รู้ว่าเพื่อนไม่มีตังค์ ยังจะเก็บเงินเพื่อนอีก ชานนทร์คิด ก่อนจะสวมชูชีพขึ้นเรืออย่างสู้ไม่เต็มใจนัก

“วู๊…” ธัญญาคะนองอย่างได้ที่ ดูเหมือนว่าเธอจะยังไม่รู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหลังต่อจากนี้ ว่าอาจทำให้เธอจบชีวิตลงได้
เรือกล้วยเทกระจาดเพื่อให้คนบนเรือลอยคอกลางทะเล อันเป็นสัญญาณว่าหมดรอบแล้ว มันมีธรรมเนียมอย่างนี้
แต่ดูเหมือนว่าเด็กๆ บนเรือนั้นไม่รู้

“ว๊าย…” เสียงร้องอย่างตกใจ ชานนทร์เองก็ไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องเป็นแบบนี้
เหมือนภาพน้ำลอยกระเซ็นขึ้นมา ตัวหมุนคว้างอยู่รอบครึ่งก่อนสีช้างกระทบลงน้ำ เรือกล้วยทับใครคนหนึ่งไว้ใต้เรือ

“ธัญญ์…ธัญญา” ชานนทร์ ซึ่งยังตกใจอยู่แต่ก็ไม่ห่วงตัวเอง เขาห่วงเพื่อนของเขา มากกว่าลืมนึกถึงเรื่องสำคัญอีกอย่างขึ้นมาได้
ครั้นคว้าแขนของธัญญ์ได้ก็ช่วยประคองกับเพื่อนอีกคนจนถึงฝั่ง ชานนทร์ที่ตอนนี้ขาเขากึ่งเป็นตะคริว นั่งนวดขาตัวเองอยู่ริมหาด
น้ำมันลึกพอที่จะจมคนได้ และสิ่งสำคัญที่ชานนทร์ลืมนึกถึงเกี่ยวกับตัวเองนั้นก็คือ

“นายว่ายน้ำไม่เป็นเหรอ” ธัญญาตกใจ เมื่อรู้ว่าชานนทร์ก็ว่ายน้ำไม่เป็นเช่นกัน

เขาไม่เคยคิดว่า เขาคิดอะไรกับธัญญ์เกินอย่างเพื่อนพี่น้องหรือเปล่า ก็เมื่อถึงวินาทีที่เขารู้สึกห่วงธัญญ์อย่างจับใจนั้น
ชานนทร์รู้แล้วว่าตัวเขาชอบธัญญา แต่ด้วยความเป็นเพื่อน จึงไม่อาจบอกหรือทำให้รู้ได้ออกไป

และอีกครั้งที่ชานนทร์ไม่ได้บอก คือวันที่เขากำลังจะไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น
“ธัญญ์ เรามีอะไรจะบอก” เขาตั้งใจจะให้เจ้าหมีเท็ดดี้ที่ธัญญาเข้าใจว่า ชานนทร์เอาไปให้แอนเพื่อนนักเรียนคนสวยของเธอแล้ว
แต่ด้วยเหตุผลที่ห้าม และไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง ชานนทร์เกลื่อนความรู้สึกและหักห้ามใจ

“เรื่องแมลงสาบน่ะ…แกคิดได้ไง” เป็นคำพูดสุดท้ายที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
ชานนทร์ซุกเจ้าหมีเท็ดดี้ไว้ในกระเป๋าด้านในของเสื้อนอก กับความจริงที่ต้องปิดความรู้สึกไว้ข้างใน
ที่เขาลังเลใจก่อนจะก้าวเข้าประตูผู้โดยสาร…เพราะไม่กล้า

…..

สองปีถัดมา หญิงสาวพาชายหนุ่มที่เธอคบหากันมา พร้อมกับการ์ดสีชมพูใบหนึ่ง
ชานนทร์ได้เห็นความสัมพันธ์ของธัญญากับพิสิทธิ์ก้าวหน้างอกงาม ทั้งอยู่ในครรลองอันดีและอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่
จนวันที่ธัญญาแจ้งกำหนดการหมั้นหมายแต่งงานต่อเพื่อนสนิทของเธอ

ทุกครั้งที่ธัญญา พูดถึงพิสิทธิ์ ประกายตาจะพราวและแจ่มใส เขาเห็นเธอมีความสุขเวลาได้อยู่กับเขา
“ทำไมนายยังไม่มีแฟนซักทีน่ะ” ธัญญาเคยถามชานนทร์ ที่ดูเหมือนว่าจะเลื่อนลอยไม่คบกับใครจริงๆ สักที
“นายว่าพี่สิทธิ์ เป็นยังไงบ้าง” เมื่อเพื่อนถามเพื่อน ก็ต้องตอบด้วยใจสัตย์ซื่อ

“เขาอบอุ่น ทำให้แกหัวเราะอย่างมีความสุข เป็นผู้ใหญ่และดูแลแกได้” ความจริงที่พูดกับหัวใจทำไมมันสวนทางกันหนอ
ชานนทร์สังเกตเห็นใบหน้าของหญิงสาวที่เขารักอย่างใกล้ๆ อีกครั้ง น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้เห็นอย่างนี้
เธอสวยขึ้นมาก ไม่สิเธอก็สวยอยู่แล้วในใจของเขาเสมอ ความสวยที่ไม่ได้วัดกันด้วยรูปร่างหน้าตา
แต่วัดด้วยคุณค่าและความสำคัญ

“ธัญญ์..” ชานนทร์มองตาที่ซึ่งธัญญ์หันมาสบดูเขาด้วยความสงสัย และตั้งใจฟังว่าจะพูดอะไรต่อ

“ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิมไหม” เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ แต่ก็บีบเค้นหาความเข็มแข็งที่สุดจนกลั้นใจพูดออกมาได้
“ฉันยังจะเป็นเพื่อนแกเหมือนเดิมใช่ไหม ไม่ว่าอย่างไร” ธัญญาเอียงคอด้วยความแปลกใจว่าอะไรทำให้เขาถามอย่างนั้น

“ไม่…เหมือนเดิม” หญิงสาวทำหน้าขึงขัง ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาก่อนที่ชานนทร์จะทำหน้าเหมือนคนที่จะร้องไห้ออกมาจริงๆ

“บ้า…ขี้แย” “ไม่…เหมือนเดิม นั้นหมายถึง ทุกสิ่งจะไม่เปลี่ยนไป แต่จะคงเดิมทุกอย่าง”

ธัญญาจ้องหน้าชานนทร์ เหมือนกับกำลังจะบอกบางสิ่งที่สำคัญ

“ขอบคุณนะสำหรับทุกอย่าง…”
“ขอบคุณสำหรับความรู้สึกที่ดีที่มีให้”

“เราเป็นเพื่อนกันมานานแค่ไหนแล้วนะ” ธัญญาจับมือของชายหนุ่มแน่นด้วยความอ่อนโยน

“ขอบคุณสำหรับความรักที่มีให้ ฉันรู้เสมอว่าเธอรู้สึกเช่นไร” ธัญญารู้ว่าชานนทร์รักเธอ นานเท่าไหร่แล้วไม่รู้

รอยยิ้มในสายตา ความอบอุ่นผ่านฝ่ามือน้อยๆ ทำให้เขารู้ว่าเธอรักเขาอย่างเพื่อนที่เธอจริงใจที่สุด

…..
…..
…..
จบแล้วครับสำหรับ Bulletin in Love: ไม่…เหมือนเดิม
ถ้าจะลองหาเพลงประกอบเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้ เป็นเพลงในอัลบัม Boyd Pod ที่ว่านั่น

คือเพลง “ช่วงที่ดีที่สุด” ที่แม้ว่าจะไม่ได้มีเวลาที่คนที่เรารักอยู่ข้างๆ แล้ว แต่ก็จะจดจำว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุด ที่จะจดจำไปตลอด
“คอย” ผมว่า ชานนทร์คงรู้สึกอย่างนี้ในช่วงเวลาสองปี หลังจากที่เขาได้รู้ว่า ธัญญาได้มีคนที่คบหาอยู่แล้ว
“คำไม่กี่คำ” คือ คำที่ชานนทร์ไม่เคยเอ่ยออกจากปากของเขา เพราะกลัวว่าทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไป

จริงๆ แล้วอยากใส่เพลงในช่วงสองปี ที่ชาน ต้องอยู่กับความจริงที่ว่า คนที่เขารักมีคนรักแล้ว
ภาพในหัวผมมากมาย คงแทนด้วยเพลงดีๆ ให้เป็นความหมายระหว่างบรรทัดไป
(ถ้าอ่านเวอร์ชัื้่นเว็บ หรือ HTML ก็จะใส่ Embed เพลงไปด้วย)

*ผมคุยกับผู้อ่าน

คำตอบบางคำ ผู้ฟังไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ยินอีกฝ่ายตอบว่า “ฉันรักเธอ” เท่านั้น
ชีวิต ความสัมพันธ์ และความผูกพันธ์ มีในรูปแบบต่างๆ
เหมือนอย่างพ่อแม่ที่มีต่อลูกบ้าง ปู่ย่าที่มีต่อลูกหลาน
ความรักที่มีต่อเพื่อน ความผูกพันธ์ยาวนานในมิตรภาพ
หรือความรักบริสุทธิ์ของหนุ่มสาวที่นำไปสู่ความผูกพันธ์จนถึงชีวิตคู่

เรื่องของชานนทร์กับธัญญาสะท้อนความรักความสัมพันธ์อย่างเพื่อนที่จริงใจต่อกัน
แม้มีตัวแปรบางอย่างที่ทำให้บางสิ่งนั้นเปลี่ยน แต่ความรักที่คงอยู่อย่างไรต่างหากที่เราต้องละเอียดอ่อนกับมัน
ธัญญาไม่ได้รักชานนทร์อย่างคนรัก ส่วนชานนทร์ก็รู้ว่าเพื่อนของตนจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเมื่ออยู่ในจุดตรงไหน
รักนั้นไม่ได้คิดเห็นแก่ตัวเองฝ่ายเดียว รักและตัวเองก็มีความสุขด้วย

ผมเชื่อแน่นอนว่าชานนทร์เขาย่อมมีความสุข
ในวันที่ธัญญามีความสุขอย่างแน่นอน

…..

แง่มุมความรักของผม

*ความรักกับความเป็นสากล

ใครเป็นผู้สอนให้คนรัก หรือใครเป็นผู้แรกที่ประดิษฐ์ ความรักนั้นมีมานมนานแค่ไหน

ราวกับว่า ความรัก นั้นตั้งมั่นของมัน เราเองต่างหากที่เป็นผู้ได้เรียนรู้จากการคงอยู่นิรันดร์กาลของความรักนั้น
พระเจ้าผู้เป็นความรัก ผู้ดำรงอยู่ก่อนและกาลนาน ผู้ทรงบรรจุจิตใจที่จะรับรู้ความรักและส่งต่อความรักได้
ความรักไม่ต้องการการสอน หรือถ่ายทอดทางวัฒนธรรม แต่คนทั่วโลกก็มองเห็นและรู้จักประจักษ์ เข้าใจได้ทุกคน
ความรักมีอานุภาพ แม้เพียงเศษเสี้ยวภาพเงาของความรัก ก็มีอานุภาพ และยังคงอยู่

*ความเปลี่ยนแปลงกับความรัก

ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง คู่กับคำว่า “ไม่เหมือนเดิม” และผันแปรไปตามสิ่งต่างๆ

แต่นิยามของรักแท้ในใจของมวลมนุษย์ชาติกลับไม่เปลี่ยนไปสักเท่าใด
คำระหว่างบรรทัดด้วยความรัก ที่กล่าวคำว่า

“ไม่…เหมือนเดิม” ลองพูดด้วยความเข้าใจและมาจากความรักสิครับ “ไม่…เหมือนเดิม”

จะเป็นตัวพิสูจน์คนที่รักเรา ว่า แม้มีตัวแปรอย่างไร เขาคนนั้นยังจะยืนยันความรักนั้น
โดยปฏิเสธอย่างแข็งขัน ด้วยคำว่า “ไม่” และ ย้ำให้แน่นอนว่า “เหมือนเดิม” ต่อความรักนั้น

พ่อแม่ ที่อ้าแขนรับลูกของตนที่ทำผิด แล้วบอกกับลูกที่กลับมาหาท่านว่า “ไม่…(พ่อและแม่ ยังรัก) เหมือนเดิม”

เพื่อนที่ไกลห่างไปจากความสัมพันธ์ กลับมาคุ้นเคยกัน ถ้าความผูกพันธ์มาจากรากฐานที่จริงแท้
ความไม่เหมือนเดิม ก็อาจปรับกลับสู่ ความ “ไม่…(ทุกสิ่ง OK และ)เหมือนเดิม

คนรักที่บางครั้งทะเลาะไม่เข้าใจ ถ้ารักกัน ย่อมกลับมา แล้วบอกว่า
“ไม่…(มีความผิดใดที่จะให้อภัยไม่ได้ และเมื่ออภัยให้นั้นทุกอย่างจะ) เหมือนเดิม
คู่รักหลังแต่งงานหลายคู่พบถึงทางแยก ต่างยืนยันว่าความสัมพันธ์ “ไม่เหมือนเดิม” ไม่อาจเดิมร่วมทางได้อีก
นั่นเพราะ “ไม่ (รัก) เหมือนเดิม” ต่างหาก ความรักที่ผันแปรจนไม่รักอีกแล้ว

*ความรักที่ตั้งอยู่นิรันดร์

ถ้าพระเจ้าผู้ดำรงอยู่ เป็นความรัก
แหล่งความรักแท้นิรันดร์ย่อมไม่ทำให้ความรักนั้นเหือดแห้งไป ย่อมมาจากที่ๆ เป็นนิรันดร์

ขอให้ทุกท่านมีความรักนิรันดร์ และดำรงอยู่ในหัวใจทุกดวงนะครับ

Trendy Teddy

ปล.ผมรู้ว่าผู้อ่านขี้เกียจเปิดเว็บแล้วหาว่า “รหัสตุ๊กตาเท็ดดี้” ของผมแปลว่าอะไร
มันแปลว่า “I love you” ครับ อย่าเอาไปบอกผู้หญิงคนไหนนะครับ เนิร์ดตายเลย

ทิ้ง WordPress ไปนาน ทำให้โครงการพันล้านไม่ก่อบังเกิดขึ้นเสียที

ที่บ้านห่างไกลความเจริญ :P ต่อเน็ตอืดเป็นเต่า คอนเน็กหลุดทีเสียไปแล้ว 3 บาท 21 สตางค์

อารามว่าเสียดายน่ะนะ เพราะมันเล่นรีคอนเน็กต์ยี่สิบรอบเราไม่รู้ตัวเลย T_T

รู้งี้ตูติด ADSL เล่นเน็ตสบายเฉิบดีกว่า…

บ่นเข้า บ่นเข้า

แค่มาบอกกับตัวเองว่า ต่อไปก็น่าจะเขียนอัพขึ่้นบล๊อกได้บ่อยๆ กว่าเดิม

ไม่ต้องแฮกเครื่องเล่นจากที่ทำงานจนทุกวันนี้จะกลายเป็นแครกเกอร์(คอมพ์) ไปแล้ว

แค่นี้หล่ะบายนะเจ้าหมีเท็ดดี้

Bulletins in Trend No.43: ละครรักเธอทุกวัน

วันก่อน (31/05/07) Td Td ไปเดินเล่นที่ห้าง The Mall ท่าพระมาครับ
 
หลังจากที่ห้างปิดซ่อมอยู่หลายเดือน ก็เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
คนนับหมื่นทะลักแห่กันไปในวันเปิด เห็นคนแน่นขนัดอย่างนี้…
ทำให้ออกจะหวั่น ๆ ว่ามันจะ “พังครืน” ลงมาหรือเปล่าหนอ
เพราะว่าสาเหตุที่ห้างต้องปิดซ่อมนั่นก็คือมีรอยร้าวในตัวอาคารต่อเติมนั่นเอง
 
มี Event ยาวเหยียดน่าสนใจจัดอย่างต่อเนื่องถึง 4 วัน
และเพราะมีศิลปินในดวงใจไปร้องเพลงที่นั่น Td Td จึงแวะไป
เจ้าของเสียงร้องบทเพลง “คนข้างล่าง” และ “คะแนนแห่งชีวิต”
เบน ชลาทิศ ผู้ร้องเพลงรัก อารมณ์แจ๊ส ได้อย่างเข้าถึงหัวใจของ Td Td
เรียกได้ว่าเป็นเพลงประจำตัวของ Td Td เลยก็ได้ (ชอบที่ซู๊ด)
 
(แต่เพลงที่ชอบไม่เคยเปลี่ยน ฟังที่ไร T_T ซาบซึ้งนึกถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ของ God
ก็เป็นเพลง “รัก” ที่ขับร้องโดย นภ พรชำนิ เพลงพวกนี้แต่งโดยคุณ Boyd ขอรับ)
 
หลังจากนั้นพอดีเดิน ๆ ไป แล้วรู้สึกหิวแก่วขึ้นมา กะจะเลี้ยวเข้าร้าน KFC
เพราะป้ายเมนูใหม่ดึงดูดใจ “ข้าวไก่สไตล์เกาหลี” K-Trend นี่ยังแรงอยู่จริง ๆ
(แต่นึกขึ้นได้ว่า ที่บ้านเพิ่งทำไก่ทอดไว้นี่หว่า)
 
เลยนึกถึง ละครไทย กลิ่นอายเกาหลี ที่รู้สึกประทับใจอดไม่ได้ที่จะเขียนถึง
เหมือนครั้งที่ได้ดูละครเรื่อง “อุ้มรัก” มาเล่าสู่กันฟัง
 
วันนี้จะเขียนเรื่อง “ความชอบพอ” และ “ความรัก” ครับ
ผ่านทางละคนเรื่อง “รักเธอทุกวัน” ซึ่งกำลัง On Air อยู่ทางช่อง 3 ขณะนี้
 loveeveryday.jpg
เรื่องย่อ
ใครใคร่จะอ่านเรื่องย่อก็ตาม Links ละกัน เง็งเหมือนกันว่าทำไมมี 2 Versions
http://www.thaitv3.com/drama/50loveeveryday/index2.html
http://webboard.siamza.com/view.php?id=88868&cat=1
(อันแรกน่าจะเป็น Version เดิม อันหลังเป็น Version เมื่อทำเป็นละคร)
 
บังเอิญหรือว่าจงใจ
มีคนโพสต์ว่าเรื่องนี้ดันไปเหมือน MV เกาหลีศิลปินกลุ่มหญิงวง K.I.S.S
เพลง “Because I’m a girl” ซึ่งเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตเมื่อปี 2002 ของที่นั่น
 
ถ้าใครดู Youtube ได้ ดูทางนี้เลยครับ http://www.youtube.com/watch?v=c7zXe2fioco
 

becauseimagirl.jpg
ไม่รู้ว่าเป็นความ “บังเอิญหรือว่าจงใจ” เพราะไม่ว่าจะเป็น
- พระเอกเป็นช่างภาพ นางเอกเป็นช่างผม
- นางเอกบังเอิญเดินเข้ามาในเฟรมตอนที่พระเอกเล็งถ่ายรูปอยู แล้วพระเอกก็ตกหลุมรักนางเอก
- มีฉากที่นางเอกสระผมให้พระเอก
- นางเอกประสบอุบัติเหตุตาบอด
- พระเอกสละดวงตาให้นางเอก โดยนางเอกมารู้ทีหลัง
 
อะไรจะเหมือนมิปาน เฮ้ย ลอกกันนี่หว่า :-P
เอาเป็นว่า “ได้รับแรงบันดาลใจ” มาจาก MV นี้ละกัน
 
แต่ว่า…ดูแล้วจะโกรธไม่ลง เพราะเล่นได้น่ารัก น่าให้อภัยม๊าก
ภาพสวย เพลงเพราะ ใส่ใจรายละเอียด เนื้อหากินใจตามสไตล์เกาหลี
บวกกับรสชาติเผ็ดร้อนอย่างไทย ๆ (ในบทเกี่ยวกับความอิจฉาริษยา)

สิ่งดีที่ชอบในละครเรื่องนี้ นอกจากความน่ารักกุ๊กกิ๊กของพระเอกนางเอกแล้วนั้น
ยังชอบความมุ่งมั่นนางเอกในการทำสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝัน และการพัฒนาตัวเองเพื่อความฝันด้วย
ดูเป็นนางเอกที่มีคุณค่า มีความสามารถ ไม่ใช่แค่สวยที่รูปอย่างเดียว
 
เราจะเห็นความมีคุณค่า ภายในตัวละคร และทำให้เขา/เธอคนนั้นเป็นที่รัก จากในละครเกาหลี
เช่น เรื่อง “ฉันนี่แหละ คิม ซัม ซุน” ที่นางเอกหุ่น X(L) แต่มีสิ่งดีข้างในหลายอย่าง แล้วก็ทำ Bakery เก่งด้วย
 
ตอนที่ Td Td ชอบ
ชอบตอนที่วาทิน (เคน) บอกรัก ไอริสา (อ้อม) เป็นไดอะล็อกที่ไม่มีอะไรใหม่ แต่อิ่มใจ (อยากจะเล่าอ่ะ)
 
หลังจากงานเปิดร้าน Delaila วาทินกับไอริสา มานั่งคุยกันที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง (สวนสันติชัยปราการ)
 
วาทิน: “มีอีกเรื่องที่ ที่ผมยังไม่ได้บอกคุณริสา”
ไอริสา ทำท่านึก ๆ อยู่สักพัก พอจะเชื่อมโยงได้ว่า วาทินมีอะไรจะบอกเธอ ทว่าถูกขัดจังหวะตอนเมื่ออยู่ที่งานนั้น
ไอริสา : “อะไรหรือคะ”
วาทินทำท่าอ้ำอึ้งไปสักพักเหมือนกำลังจะบอกอะไรที่สำคัญมาก ไอริสาได้แต่มองหน้าวาทินรอให้เขาพูด
วาทิน : “ผมรักคุณครับ คุณริสา”
ไอริสาเงียบเหมือนจะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี่ ก่อนที่จะพูดว่า
ไอริสา : “มันยังเร็วไปที่จะพูดคำนี้ คุณยังไม่รู้จักฉันดีพอ”
วาทิน : “ไม่เร็วไปหรอกครับ เคยไหมครับที่รออะไรสักอย่าง แล้วได้พบสิ่งที่รอคอย”
          “ผมเป็นช่างถ่ายภาพ เคยที่ต้องรอทั้งวันหากวันนั้นไม่มีแดด”
          “และแล้วก็มีช่วงเวลาหนึ่ง ที่แดดส่องลอดผ่านก้อนเมฆ กระทบกับใบไม้ที่กำลังสั่นไหว”
          “และผมก็รู้ว่าเวลานั้น(ที่องค์ประกอบเหมาะสำหรับการถ่ายภาพ) ก็มาถึง ทำให้ผมถ่ายภาพได้สวยที่สุด”
          “คุณเป็นช่วงเวลานั้นของผมครับ คุณริสา”
st.jpg 

ป้อมพระสุเมร ในสวนสันติชัยปราการ ที่มีทิวทัศน์สวยงามในยามค่ำคืน เลียบแม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นสะพานพระราม 8
* td td เคยเขียนเรื่องสั้น “ทิวา ทานตะวัน” โดยให้ฉากร้านของพระเอกอยู่ตรงข้ามสวนสันติชัยปราการนี้แหละครับ เพราะประทับใจที่นี่
 
ไอริสา : “แล้วคุณเคยไหมคะ ที่หลังจากนั้นเพียงไม่ถึง 5 นาที คุณก็ได้ภาพที่ดีกว่า”
วาทินตอบไอริสาอย่างรู้สึกประหม่า วาทิน : “เคยครับ”
ไอริสา : “หากคุณมีฟิลม์ที่มากพอ คุณจะได้ภาพที่สวยงามมากมาย จนคุณอาจลืมภาพแรก ๆ ที่คุณได้ถ่ายไว้เลยก็ได้”
วาทินมองสบตาริสา เหมือนบอกความรู้สึกส่งผ่านดวงตานั้น ถึงความมั่นใจในความรักที่เกิดขึ้นของเขาที่มีต่อเธอ
วาทิน : “ผมอาจเจอผู้คนมากมายแต่ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้กับใครเลย”
           “แต่เมื่อคุณเข้ามาทุกอย่างในชีวิตผมก็เปลี่ยนไป”
           “ภาพความรักของผมถ่ายได้เพียงครั้งเดียว วันนี้คุณอาจไม่เชื่อ แต่ต่อไปคุณจะรู้”
 
จำได้ประมาณนี้น่ะครับ เล่ามาให้ฟังตก ๆ หล่น ๆ ไปบ้าง ไม่ว่ากันนะครับ
 
เมื่อดู “รักเธอทุกวัน” จะเห็นถึงพัฒนาการของความชอบพอ จนมาเป็นความรักได้ดีกว่าละครไทยหลายเรื่อง
 
1.ความรักมีพัฒนาการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน (ซึ่งข้อนี้หลายคนมักจะเร่งรัดรู้สึกไม่ทันใจ)
 
คือเริ่มจากประทับใจ เริ่มต้นรู้จัก เรียนรู้สิ่งดี/ไม่ดี ปรับทัศนะคติ มีเหตุการณ์ที่ทำให้ตัดสินใจที่จะรัก
ผ่านการทดสอบความรักนั้น เผชิญความไม่เข้าใจ/เข้าใจผิด ยืนหยัดมั่นคงในรักนั้น
 
ช่วงเวลาที่วาทินบอกรักไอริสา เธอบอกเขาให้ทบทวนความรู้สึกของเขาให้ดีก่อน
แต่ Td Td เข้าใจพระเอกของเรา (เพราะเป็นคนแบบเดียวกัน :-P ) ถึงภายในใจของเขา
ชอบไอริสา ครับที่มีความคิด และรักษาท่าที เธอมีมุมมองที่จะคิดเห็นแบบนั้นตามสิ่งที่ปลูกฝังเธอมา
 
ประเด็นอยู่ตรงนี้ ความชอบพอประทับใจ เป็นประตูบานแรกที่อาจนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์
(แต่ความสัมพันธ์นั้นจำต้องอยู่บนสิ่งที่ถูกต้องควรเป็น ไม่ผิดต่อศีลธรรม จริยธรรม)
ส่วนการสานสัมพันธ์ต่อนั้น เป็น “การเลือก” ของคนนั้น ๆ เอง
จากนั้นการรู้จักกันจะเป็นตัวคัดกรองว่าคนนี้เป็นอย่างไร คนที่รู้จักตัวเอง ก็มีแนวโน้มที่จะรู้ใจตัวเองด้วย
 
2.ความรักไม่ใช่ความอ่อนแอซึ่งหลายคนอ้างว่าไม่อาจบังคับตัวได้
 
คงเคยได้ยินคำว่า “Can’t help falling in love”
ดูเหมือนว่าไม่มีทางเลือกให้ไม่ต้อง “ตกหลุมรัก”
 
ความจริง หากเราชอบใครสักคนหนึ่ง
 
ก็มีทางเลือกของหัวใจเหมือนกัน ก่อนที่จะรักเขา
แต่ทางเลือกที่ว่านั่นก็คือ เลือกที่จะรัก เลือกที่จะให้เขามีคุณค่าสำคัญสำหรับใจ
หรือเลือกที่จะอยู่เพียงแค่นั้น ละที่จะคิดเกินไปไกลกว่าที่ควรจะคิดถึง
 
ความรักแท้ต้องเข็มแข็งพอที่จะยืนหยัด และรู้จักบังคับตัว
การปล่อยใจให้รักคนที่ไม่เหมาะสมนั้น เป็นเรื่องที่สามารถบังคับห้ามใจไม่ให้เกิดได้
รวมถึงการให้เกียรติคนที่รักด้วยการรู้จักบังคับตัว ไม่ล่วงเกินอีกฝ่าย
 
หลายคนทำผิดพลั้งและอ้างว่า “เพราะรัก”
จริง ๆ แล้วถ้า “รัก” น่าจะเข้มแข็งยืนหยัด
มันน่าจะงดงามกว่า ว่างั้นจริงไหม
 
3.ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน
(และอย่าลืมข้อที่แล้วด้วยนะครับ ให้ตั้งอยู่บนความถูกต้องด้วย)
 
ถ้าดูต่อไป จะพบว่า “ชเวง” เพื่อนและลูกพี่ลูกน้องที่มีปมด้อยเปรียบเทียบและอยากเอาชนะวาทิน
โดยคิดจะจีบ ไอริสา ตอนแรกก็เพื่ออยากเอาชนะวาทินเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นรักจริงในเวลาต่อมา
 
ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ถ้ามีเพียงฝ่ายเดียว
นั่นเรียกว่า “แอบรัก” แต่ว่าก็คือรัก ไม่ได้ด้อยค่าแม้ว่าจะได้รับถูกดูถูกปฏิเสธ
(อย่าดูถูกใครที่เขา/เธอที่มารักเรา แม้ว่าเขา/เธอจะไม่หล่อไม่สวย อ้วนผอม ดำขาว รวยจนก็อย่าดูถูกเขา/เธอ)

บางทีเป็นเพราะคุณความดี ของผู้ที่แอบรักเราอยู่นั่นแหล่ะ
ทำให้เราเห็นว่า เขารักเรา อย่างมั่นคง อดทนได้อยู่เสมอ
เป็นความรักที่ฝ่ายหนึ่งริเริ่มก่อน แล้วเราจึงรักเขา
 
อะแฮ่ม Td Td หมายถึง ความรักที่พระเจ้าทรงรักเราครับ
ทรงรักเราก่อน ทรงริเริ่มที่จะรัก และทรงดีเสมอ เราจึงรักพระองค์
แม้ว่าหลายคนดูหมิ่นปฏิเสธพระองค์ ก็ไม่ได้ทำให้ความรักนั่นด้อยคุณค่า
ในแง่มุมนี้เองเมื่อก่อนเราจึงไม่เคยรู้ว่า พระองค์ทรง “แอบรัก” เราอยู่
 
พระองค์ทรงรักเรา เลือกที่จะรัก และตัดสินใจที่จะรักเสมอ
ทรงเห็นเรามีคุณค่าและสำคัญสำหรับพระองค์อย่างแก้วตาดวงใจ
 
เรารักพระองค์มาขึ้น เพราะเราได้รู้จักพระองค์มากยิ่งขึ้น ผ่านช่วงเวลาพิสูจน์ในหลายอย่าง
จะรู้จักได้ต้องเริ่มจากการเปิดเรียนรู้ว่าทรงเป็นอย่างไร ใช้เวลาในการเรียนรู้จัก ใกล้ชิด สื่อสาร
 
ความจริงมีอะไรให้เขียนอีกเยอะ แต่แค่นี้ก่อนละกัน
……..
 
ปล. ฝากเกร็ดขำ ๆ เรื่องหนึ่งที่ได้จากละครเรื่องนี้
ถาม : ใครคือช่างตัดผมที่เก่งที่สุดในโลก
ตอบ : นางเดไลลาห์ (ภรรยาของแซมสัน) ที่ทำให้ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดหมดเรี่ยวแรงลงได้ เพราะนางตัดผมเขา

หายไปเดือนนึงเห็นจะได้ นอกจากที่ไปขอนแก่น 1 อาทิตย์และที่ยุ่ง ๆ กับการเคลียร์งานแล้ว
ก็มีที่ต้องเตรียมสอบ “ข้าราชการรัฐสภา” นี่แหละครับ

การสอบแบ่งเป็น 3 ภาค (เรียกว่า “ไตรภาค” แบบ The Lord of The Rings ได้หรือเปล่านะ)
- ภาค ก. ความรู้ความสามารถทั่วไป คือ สอบภาษาไทย และความรู้ในสถานการณ์ปัจจุบัน และเรื่องรัฐธรรมนูญ
ฉบับชั่วคราว ปี 2549 ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ

เอ่อ…ขอสรุปความรู้สึกในการสอบมาเป็นบทกลอนให้ฟังครับ

ใด ใด ในโลกล้วน นิจจัง
คนไม่อ่านหนังสือยัง สอบได้
คนอ่านหัวแทบพัง สอบตก
คิดได้อย่างนี้ไซร์ อย่าได้ อ่านมัน

- ภาค ข. ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ตำแหน่งที่ Td Td สมัครนั้น
เป็นเจ้าหน้าที่ “วิเทศสัมพันธ์” ตามสายที่เรียนจบมาขอรับ (ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ)

ผลการสอบตอบได้เลยว่า “Surely-อย่างแน่นอน”
แต่เป็น “Surely Failed-สอบตกอย่างแน่นอน” นอนน้ำตาไหลพรากจนวันนี้ยังไม่หายเลยครับ

คงไม่ต้องพูดถึงภาค ค. สัมภาษณ์เพื่อความเหมาะสมกับตำแหน่ง

….

ครั้งที่แล้วเขียนเรื่อง Website Censorship ที่ Block web อย่าง Youtube และ Pantip.com ห้องราชดำเนิน
ความจริงตั้งใจจะเขียนเรื่อง “Deva Marketing-จตุคามรามเทพ” เป็น Bulletins 43
แต่ติดด้วยเรื่องของเวลาและการเตรียมข้อมูลครับ งานของ Td Td คงยุ่งถึงกลางเดือนหน้าเป็นอย่างน้อย

จึงขอข้ามเรื่องนี้ไปในการส่งให้อ่านเป็น Bulletins in Trend ที่ส่งเป็น E-mail ครับ
จะ Post ไว้ใน Blog “http://trendyteddy.wordpress.com” อันเป็น Blog ที่เป็นทางการของกระผมเอง

ฉบับนี้คงเป็นการทักทาย (เพราะหายไปนาน) เสียมากกว่า
และตามข่าวมาให้เรื่อง Youtube.com จากเรื่องตอนที่ 42 ซึ่งเป็นกรณีกว่า 1 เดือนมาแล้วยังคงเป็นประเด็นร้อนอยู่
….

มีหลายคนคงได้ Mail ที่เกี่ยวกับ Youtube ในกรณีปล่อยให้มีคนนำ Cliip ล้อเลียนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
และทาง Google ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Youtube ไม่ยอมจัดการจริงจัง เช็คยื้ออยู่นั่นหล่ะ

ที่ Td Td ไม่เอารูป หรือ Clip ตัวนั้นลง คงเข้าใจนะครับเพราะไม่อยากให้กระทบความรู้สึก
แต่ดันมีคนส่งต่อ ๆ กันไปได้ และหากใครเข้า Youtube ได้ (อย่างที่ Td Td ทำงานอยู่-เข้าได้)
ก็จะพบว่ายิ่งมี Clip แบบนี้มากขึ้น จัดการไม่หมดเข้าไปใหญ่ และกระตุ้นความสนใจทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ

จนในที่สุดประเทศไทยตัดสินใจที่จะฟ้องร้องผ่านทางศาล (เดาว่าคงเป็นศาลอนุโญตุลาการระหว่างประเทศ)
เพราะเรื่องนี้ผิดกฎหมายไทยและกระทบความรู้สึกของคนไทย โดยประเทศไทยฟ้องศาลเรื่อง Youtube
ในกรณีละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและละเมิดกฎหมายของประเทศอื่น ๆ ไม่ใช่เพียงประเทศแรก

ไม่น่าแปลกใจที่ทาง ICT ยัง Block Youtube อยู่และควรจะดำเนินการอย่างจริงจังเช่นนี้
ในฐานะที่ Td Td เป็น User Youtube คนหนึ่ง (www.youtube.com/trendyteddy)
ที่ใช้ Upload โฆษณาที่ชอบ ๆ และดูปังคุงใน Youtube (ตอนนี้เลยดูไม่ได้-เพราะ User คนนั้นเข้ามาไม่ได้ :-P )
มีความเห็นว่า “ทำไม” Youtube ละเลยเรื่องเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่ใน Youtube มีการให้แจ้งว่า Clip ไหนไม่เหมาะสมก็ได้
เสียความรู้สึกไม่น้อยเพราะเมื่อก่อน (ก่อนที่ Google จะเข้ามาซื้อกิจการนั้น มัน Clean กว่านี้เยอะ)

เรื่องนี้ต้องถามจริยธรรมของเจ้าของ Youtube หรือ Google นั่นเอง
ทีประเทศจีนนั้น Google ยอมให้ประเทศจีน Censor เรื่องเกี่ยวกับการเมือง กับการแลกให้ Google สามารถ
ประกอบการในจีนได้ อย่างนี้เขาเรียกว่า “Discrimination” หรือที่เรารู้จักกันดีในการมี “Double Standard”

ประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ นั่นก็หมายถึงตลาดที่ใหญ่ เมื่อเทียบกับประเทศไทยแล้ว ถือว่าเป็นตลาดที่เล็กมาก
ในสายตาของ Google ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร แต่กลับเกรงใจจีน เพราะด้วยประชากรที่มาก
เป็นพันล้านคน และอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต/คอมพิวเตอร์ของประชากรจีนนั้นมีมากขึ้นทุกวัน ๆ
ซึ่งจีนเองนั้นเขาก็มี Search Engine ยอดนิยมที่มีส่วนแบ่งทางตลาดสูง (ซึ่งไม่ใช่ Google) ดังนั้นหาก Google
สมานฉันท์กับรัฐบาลจีนได้ นั่นย่อมหมายถึงการเข้ามามีอิทธิพลและส่วนแบ่งการตลาดต่อคนนับพันล้านของจีน

รู้จัก Google
Google บริษัทผู้ให้บริการการค้นหาทางอินเตอร์เน็ตระดับโลกรายนี้ อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา จดทะเบียนใน
ตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (ในปี 2006) ถึง 3.077 พันล้านดอลล่าร์ มีพนักงานกว่า
1 หมื่น 2 พันคนนี้ มีจุดเริ่มต้นจาก Idea ของสองหนุ่มสมองใส Larry Page และ Sergey Brin ขณะที่พวกเขา
กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย Stanford ในปี 1996

การก้าวมาเป็น Search Engine ยอดนิยมระดับโลกของ Google ซึ่งปัจจุบันมีส่วนแบ่งทางการตลาดในด้าน
Internet Searching กว่า 56 เปอร์เซ็นต์ และมีภาษารองรับในการใช้งานมากกว่า 100 ภาษาทั่วโลก
มีส่วนมาจากระบบการค้นหาอัจฉริยะแสนสะดวกรวดเร็วปานติดจรวด หาอะไรก็ตามได้เพียงเสี้ยววินาที
(และเด็กไทยก็มักใช้ Google หาอะไรที่มันสร้างสรรค์มาก ๆ เช่น “เซ็กซ์” “แอบถ่าย” เป็นต้น)

เป็นเพราะ Google มีเครื่องมือซึ่งเรียกว่า “BOT” คอยที่จะเข้าไปตามโครงข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อสำรวจเว็บต่าง ๆ
แล้วทำการสร้าง Index ดัชนี รวมถึงสำรองข้อมูล Web page นั้น ๆ ไว้ ที่น่าตลก แต่ก็เป็นข้อดีประการหนึ่งคือ
แม้ Website บางที่ลบ page บางหน้าไปแล้ว แต่ยังเรียกมาดูได้จาก Google น่ะครับ นับว่ามีประโยชน์ดี
นั่นเพราะฐานข้อมูลที่ Google สำรองไว้ มีมหาศาลมาก…อาจจะใหญ่กว่าฐานข้อมูลกระทรวงกลาโหมสหรัฐด้วยมั๊ง

อา…สงสัยใช่ไหมครับว่า Google ทำงานอย่างไร จึงสร้างมูลค่าหรือรายได้ เพราะให้บริการค้นหาข้อมูล
ลองพิมพ์ Key word สักคำลงไปดูสิครับ จะมี “โฆษณา” โผล่ออกมาให้รำคาญใจด้วย นั่นแหละครับ
แหล่งที่มาของรายได้ Google คือ เมื่อมีใคร Click เข้าไป Link โฆษณาซึ่งต้องประะมูลจาก Google
ผู้โฆษณาต้องเสียตังค์ให้กับ Google เป็นค่าโฆษณา ซึ่งก็แล้วแต่ว่า Key word คำนั้น ๆ มีมูลค่ามากแค่ไหน
ก็ตั้งแต่ 10 เซ็นต์ จนหลายสิบดอลล่าร์ก็มี

Google เป็นบริษัทข้ามชาติที่น่าติดตามข่าวนะครับ ว่ากำลังจะทำกิจการอะไร เพราะหากตามข่าวก็จะเห็นว่า
Google เข้ากว้านซื้อกิจการต่าง ๆ ส่งผลให้ขนาดบริษัทใหญ่โตมโหฬทึก ก้าวไปทางไหนก็สั่นไปทั้งแผ่นดิน
ไม่รู้ว่ากรณี Anti-Google ของไทย จะมีผลอย่างไร เพราะมีข่าวบางกระแสว่าจะให้ปิด Google ในไทยด้วยซ้ำ

งั้นฉบับนี้แค่นี้ก่อนนะครับ
ส่วนภาพข้างล่าง พอดีว่า ใช้ Google หาข้อมูล เลยเอามาตกแต่งภาพเล่น ๆ ถ้าไป Search หาใน Google ก็คงไม่มี

tdtdgoogle.jpg

Trendy Teddy
10/05/2007

Bulletins in Trend No.42: Websites Censorship

เมื่อวันอาทิตย์ป่วยมากครับ น้ำมูกไหลย้อยเป็นเด็กอนุบาลเชียว
พอกลับไปถึงบ้าน ก็นอนเป็นตายตั้งแต่ 2 ทุ่ม พลาดการดู “ปังคุง” ไปเสียนี่

pan.jpg
(แถมต้องคลานไปทำงานเช้าวันจันทร์อีก)
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวโหลดดูจาก Youtube ก็ได้” เพราะตัวเองเก็บไว้ทุกตอนเลย :-D
“อ้าว เฮ้ย เข้าไม่ได้ ไรฟะ”
“ทำไมมันเด้งเข้าไปกระทรวง ICT ฟะ” ชักหงุดหงิด
พอเช็คข่าวคราวดูก็ถึงบางอ้อ

“ICT ปิด Youtube และกระทู้ห้องราชดำเนินของ Pantip.com” เป็นประเด็นร้อนแรงมากในสัปดาห์นี้ครับ
…..

หากอ่านหนังสือพิมพ์ก็จะพบข่าวเกี่ยวกับการปิด Website อื่นของกระทรวง ICT
เช่น กระทู้ของห้อง “ราชดำเนิน” ของ Pantip.com ซึ่งพูดคุยกระทู้เกี่ยวกับการเมือง
ที่ปิดนั้น เพราะเกรงว่าอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติก็ได้
(เพราะสมาชิกส่วนใหญ่มีแนวความเห็นในเชิงต่อต้านการทำรัฐประหารของรัฐบาล)

คำว่า “ปิด” ในที่นี้หมายถึง การ block ไม่ให้เข้าถึงได้ขอรับ ไม่ใช่ลงไปปิดจริง ๆ
คือ ทาง ICT กับ กสท. ขอความร่วมมือกับผู้ให้บริการ Internet (ISP) ในการ block
สำหรับห้องราชดำเนินนั้น ล่อแหลมต่อความมั่นคงของชาติ
ก็ไม่เห็นแปลกที่เขาจะปิด และเป็นหนแรกเสียเมื่อไหร่ 

เว็บที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ว่าจะเป็นขั้วอำนาจไหน
ก็ถูกเพ่งเล็งจากฝ่ายตรงข้าม และหาช่องปิด (แล้วก็เปิดใหม่)
ขึ้นอยู่ว่าใครอยู่ในฝ่ายอำนาจนั้น แต่บางครั้งการสั่งปิดก็อาจส่งผลกระทบใหญ่โตได้

“กรณีห้องราชดำเนิน” อาจเป็นเคสที่กลายเป็นเรื่องใหญ่โต หากไม่มีความชัดเจนในการทำการลงไป
ความจริงแล้วการสั่งปิดอย่างนี้ควรออกมาทำอย่างโปร่งใสชี้แจงได้ มีหลักการ
เพราะถึงแม้จะเป็นประเด็น “ความมั่นคงของชาติ” ก็จริงอยู่ แต่ถ้าไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจ
ผู้คนจะคิดว่าเป็นการกระทำด้วยอำนาจตามแนวทางทหารไป ซึ่งตอนนี้เริ่มมีกระแสต่อต้านอย่างมากแล้ว

…..
ส่วนเว็บ Youtube นั้นที่ ICT ปิดนั้น มีบางคนโยงไปถึงเรื่องการเมืองไทย
ที่คนเอาช่องทางนี้ Upload ไฟล์วิดีโอขึ้นไป Post ในเชิงสนับสนุนอำนาจเก่า
แต่จริง ๆ แล้วเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ

มีฝรั่งบางคนทำ Slideshow และ MV ล้อเลียนสถาบันอันเป็นที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทย
อันเป็นการดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ Td Td ได้เห็น Clip อันหนึ่งที่ยังไม่ถูกถอดไป
“สาระเรว จริง ๆ” ดูแล้วอดเดือดดาลไม่ได้ ขอโทษฮับที่ใช้คำไม่สุภาพ

เรื่องนี้เป็นประเด็นข่าวต่างประเทศ ตามสำนักข่าวดัง ๆ มีลงอยู่
ตามข่าว ทางไทย (รัฐมนตรี ICT) ได้เจรจากับ Youtube ขอให้ลบ Clip นั้นเสีย
และลบ Account ผู้ที่เอา Clip นั้นนำมาเผยแพร่ ให้พ้นจากสภาพสมาชิก

ประเด็นอย่างนี้ทาง Youtube ควรจะใส่ใจมาก ๆ แม้ว่าทาง Youtube จะมีนโยบายป้องกัน Clip
ซึ่งละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น หรือละเมิดต่อผู้อื่น รวมถึง Clip ลามก อนาจาร (แต่ไม่รวมไอ้ที่ “หวิว ๆ” นะ)
ทว่านี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกคนทั้งชาติทีเดียว แม้ว่า Youtube จะไม่ตระหนักก็ตาม
เมื่อ Youtube ไม่ยอมลบ ก็จะมีคนอีกมากเข้าถึง Clip ที่ว่านั้นได้

มันก็ควรอยู่แล้วที่มีมาตรการ block แต่จริง ๆ แล้ว น่าจะใช้วิธีฉลาด ๆ กว่าที่จะ block ทั้งเว็บ
และแค่คนที่รู้ “วิธีอื่น” ในการเข้า Youtube จากเมืองไทย หรือ เข้าจากเมืองนอกก็ดูได้
อย่างที่บอกน่ะครับ ทำอะไรให้มันชัดแจ้ง มีหลักการ ไม่งั้นจะถูกมองว่าเผด็จการ จำกัดสิทธิเสรีภาพ
ควรจะให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่า

หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น มีคนไทยบางกลุ่มรวมพลังในการนำ Clip เทอดพระเกียรติในหลวง
Up ขึ้นไปยัง Youtube เช่นกลุ่ม welovethaiking@gmail.com
“เราจะใช้พลังของ Free Speech นี่แหละลบล้างวิดีโอชั่ว ๆ ไปเอง” กลุ่มดังกล่าวเรียกร้องให้แสดงพลัง

ข่าวแว่ว ๆ มาว่าจะ block Google เสริชเอนจิ้น ยอดนิยมระดับโลกด้วย
เหตุเพราะ Google Inc. เป็นเจ้าของ Youtube (ซึ่งเข้าซื้อหุ้น Youtube เมื่อปีก่อน)
ถ้า block จริง ๆ “มีเฮ” – ต่อต้านกันไปใหญ่แน่ ๆ

สื่อไทยก็มักจะเอา Google ไปโยงกับเรื่อง “ค้นหาเว็บโป๊” โดยที่ให้ตัวเลข (เอามาจากไหนนะ)
ว่าแต่ละเดือนจะมีการค้นหาเว็บโป๊กว่า 5 แสนครั้ง และเด็กไทยใช้เวลาในการเข้าถึง (Access)
เว็บพวกนี้เพียง 25 วินาที ทำไมไม่บอกไปด้วยว่า Search Engine อื่นก็ทำอย่างนั้นได้

ถ้าจะ Boycott Google เพราะเหตุว่าเป็นเจ้าของ Youtube นั่นก็ไม่เข้าเรื่องล่ะครับ
คราวนี้ประเทศไทยก็จะได้มีแนวทางคล้าย ๆ ประเทศจีน ที่ควบคุมสื่อทุกอย่างให้อยู่ในสายตา
……

เล่าข่าวอื่นให้ฟังสักหน่อย

prig.jpg
ข่าวบันเทิงของเดลินิวส์วันนี้ (10/04/07) “น้องพริก” ดาราสาวจากเรื่อง “จ.เจี๊ยวจ๊าว”
ออกมายอมรับว่า “Clip” ที่ออกมาตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์นั้นเป็นของตนเองจริง
ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธว่าไม่ใช่ของตน โดย Clip ดังกล่าวมีลักษณะ “โชววาบหวิวเล่นกล้อง Webcam
น้องเขาบอกว่าถ่ายไว้เพื่อแถมกับหนังสือ “Memo Very” ของเธอซึ่งจะวางแผงเร็ว ๆ นี้
แต่เจ้าตัวบอกว่ามันหลุดออกไปได้ไงก็ไม่รู้ (จริงอ่ะ)

เอ่อ…จะโปรโมตวิธีนี้ดีหรือครับน้อง ทำหยั่งกะน้อง “ปีใหม่” ที่ทำอีหรอปนี้อย่างเดียวกัน

 peemai.jpg

ปล.หาดูได้ที่ Youtube :-) _ (เหอ ๆ ไม่ควรดูนะจ๊ะ)

Bulletins in Trend no 41: NichKul :-D (Oops… Nichkhun) 

“อ้าว แกเปลี่ยน Wallpaper ในโทรศัพท์แล้วรึ” td td แอบเห็นภาพ “กิ๊ก” ใหม่ของเพื่อน

จากที่เคยเป็น “เรน” เมื่อปีก่อน

rain.jpg

ปีนี้เปลี่ยนซะแล้ว กลายเป็น “ลี จุน กิ” พระรองจากซีรีย์ เรื่อง My Girl ที่เพิ่งจบไป

junki.jpg

เอาเถอะนะ ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้หญิงตัวดำ ๆ เอ๊ย ตาดำ ๆ คนหนึ่ง….

………

อะแฮ่ม สวัสดีครับ

หายไปหลายสัปดาห์ เพราะ “บ้า” comp อยู่ขอรับ

ที่เคยเล่าให้ฟังว่า มีระบบปฏิบัติการ (Operation Systems) ตัวหนึ่งชื่อ Ubuntu ซึ่งเป็นกระแสแรงมากในต่างประเทศ

ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ที่ไปศึกษาไม่ใช่เพราะ “บ้า” เทรนด์ อะไร แต่เล็งเห็น “ศักยภาพ” และ “ประโยชน์” ของมัน

นั่งเขียนบทความตอนเคลียร์งานช่วงไตรมาส (อยู่ค่ำมืดดึกดื่นอ่ะ)

ปล. ตอนนี้มี Mail ใหม่ แล้วครับ จะฝากอะไรก็ฝากมาได้ ที่ trendyteddy@gmail.com เพราะ Mail ที่บริษัท Block ไม่ให้รับของ Hotmail ไว้

และตอนนี้มี Blog กะเขาด้วย แต่ไม่ค่อยได้เขียนอ่ะ เอาไว้ Up พวก บทความขึ้นไปดีกว่า เอาไว้แจ้งทีหลัง

………..

เข้าเรื่องดีกว่า

วันนี้เห็น td td นำรูปหนุ่มน้อยหน้าละอ่อนมาฝาก อย่านึกว่า td td เปลี๊ยนไป๋ ซะงั้นนะครับ

ถ้าไม่บอกคงนึกว่า เอารูปดาราเกาหลีที่ไหนมาลง

คนนี้เป็น “คนไทย” ขอรับ แต่กำลังจะเป็น Idol คนใหม่ที่เกาหลี

สังกัดค่ายเดียวกับ “เรน” ด้วยนะครับ ชื่อ “กุล” :-P   เอ๊ย “คุณ” – “นิชคุณ หรเวชกุล”

เห็นออกรายการให้สัมภาษณ์ 2 วันติด ๆ กัน เออ น่าจะเอามายกตัวอย่าง(ที่น่าชื่นชม)สักหน่อย

 nichkhun.jpg

รู้ไหมครับ คนที่ติดตามดารา อย่างเป็นแฟนตัวยง นั้นเขาใช้ศัพท์คำว่า “Groupy”

ถ้าเป็นสมัยก่อน ที่เรารู้จักกัน ก็อย่าง “แม่ยก” ลิเก-นักร้องลูกทุ่ง นั่นแหล่ะครับ

สมัยไหนก็ไม่ต่างกัน ที่จะมีกลุ่ม (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง) ที่ตามติดให้กำลังใจ ศิลปิน ดาราโปรดในดวงใจของเขา

Groupy นี่ใช้นิยามพวกเด็กสาว หรือคนรุ่นหนุ่มสาวขอรับ ส่วนถ้าเป็น “รุ่นใหญ่” ซึ่งคลั่งไคล้ดารา เราจะเรียกว่า “Groupy Senior”

จะว่าไป พลังของคนกลุ่ม Groupy เหล่านี้มีพลังมากนะครับ ถือว่า เป็นตัวจักรสำคัญ ที่ทำให้ศิลปิน ในยุคนี้ “อยู่รอด” ได้เลยทีเดียว

คือ ไม่มีแฟน ๆ ที่นิยมในตัวเขาจริง ๆ ก็อยู่ไม่ได้หรอกครับ เพราะยุคนี้เป็นยุค mp3 และการแชร์ข้อมูลแบบ Torrent ทาง Comp ระบาดหนัก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเรื่องพลัง Groupy เช่น การตลาดแบบ Acedamy Fantasia (AF) ที่เข้าถึงคนกลุ่ม Groupy ซึ่ง Mass มาก ๆ

ไม่ว่าร้องเพลงได้ห่วย ยังไง คนก็ยังรัก อะไร ๆ ที่เกี่ยวกับศิลปินนั้นขายได้ จึงมีการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง

แตะไม่ได้ด้วยนะครับ ช่วงแข่งขัน AF3 ที่ผ่านมา (ซึ่งกำลังจะเปิด AF4 ไม่ช้า-โหมซะเสียจริง) Groupy และ Groupy Senior บางคน

ถึงกับ “โหวต” ให้กับเบอร์ที่เขาชื่นชอบหมดเป็นแสน แสนครับ พิมพ์ไม่ผิดหรอก

td td เองแม้จะไม่ได้คลั่งไคล้ดาราเกาหลี แต่ก็ชอบละครเกาหลีนะครับ เรื่อง “ซอดองโย” ซึ่งได้รับรางวัลละครยอดเยี่ยม 2006 ที่นั่น

ดูแล้วจึงรู้ว่า “สมควร” ได้รับรางวัลจริง ๆ เพราะแฝงด้วยแง่คิดดี ๆ หลายอย่างและพล๊อตเรื่องดีเยี่ยม รวมถึงการส่งเสริมในเรื่องวัฒนธรรมด้วย

ไม่แปลกที่เมื่อหลายคนได้ดูละครเกาหลีแล้ว อยากจะไปทัวร์ “ตามรอยละคร” เรื่องนั้น ๆ เช่น เมื่อเกือบ 2 ปีก่อน ก็มีกระแส “แดจังกึม” ฟีเว่อร์อยู่พักหนึ่งทีเดียว

ทางเกาหลีเขาถือสิ่งนี้เป็น “สินค้า” อย่างหนึ่งเลยครับ คือ “สินค้าทางวัฒนธรรม” ซึ่งทำเป็นอุตสาหกรรม และเผยแพร่โดยทางสื่อ โดยเฉพาะหนังและละคร

จะเห็นดาราเกาหลีใช้สินค้าของเขา เช่น แบรนด์ โทรศัพท์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ หรืออะไรก็ตามที่เขาอยากส่งเสริม คนดูก็ซึมซับไปทุกครั้งที่ดูพวกเขาเหล่านั้น

หรือ ความพิถีพิถัน ในด้านการจัดองค์ประกอบฉาก สถานที่ท่องเที่ยว ทำให้หลายคนอยากไปจริง ๆ ทำให้ในระยะหลัง อัตราตัวเลขคนไปเที่ยวเกาหลีเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

ประเทศเกาหลีเขาเล็งเห็นประโยชน์ทางนี้นานแล้วครับ และสร้างกระแสในภูมิภาคเอเชีย อย่างนี้ไปทั่วภูมิภาค เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ส่งไปขายกันเป็นล่ำเป็นสันเลยทีเดียว

พูดถึงเรื่อง “สินค้าทางวัฒนธรรม” นี่ก็แลกเปลี่ยนกันได้ครับ นั่นหมายถึงการ “แลกเปลี่ยน” กันในเชิงจับต้องไม่ได้ก็จริง แต่มันก็เข้าถึงตัวผู้บริโภคที่รับอิทธิพลนั้นด้วย

ที่ผ่านมาละครเรื่อง “Princess Hour” หรือ “เจ้าหญิงวุ่นวาย กับเจ้าชายเย็นชา” ที่ช่วงหนึ่งได้มาถ่ายทำในประเทศไทย เอ…รู้สึกว่า ที่หัวหิน นะครับ

ทำให้คนเกาหลีมุ่งมาเที่ยวที่หัวหินกันเสียยกใหญ่ ประเทศไทยก็น่าสงเสริมในเรื่องนี้นะครับ ทำละคร-หนังให้มันดี ๆ หน่อย ไม่ใช่สุกเอาเผากินส่ง ๆ ไป

อืมม์..ประเทศไทย ก็ส่ง “สินค้า” ในรูปแบบ Idol ไปในระดับสากล อย่างที่เรารู้จักกันทั่วไป เช่น ทาทา ยัง หรือ กอล์ฟ-ไมค์ ซึ่งพี่น้อง Duo คู่หลังนี้ ไปดังถึงญี่ปุ่น

golfmike.jpg

ดีเหมือนกัน จะได้ดุลการค้าเสียบ้าง หรือ หากใครจำได้ เต๊ะ ศตวรรษ ก็ได้ไปเป็นดาราที่ไต้หวัน นาน ๆ ทีจึงกลับมาไทยเสียที

เอ้อ ยกทัพกันไปดังที่เมืองนอกก็ดีไปอีกแบบนะครับ

Linux

วันนี้ง่วนอยู่กับการหาข้อมูล ทำ Customizing Live CD ปรับแต่ง Live CD ในอย่างที่ต้องการ Live CD ก็คือ CD ที่เมื่อใส่เข้าไปตอนบูท Computer แล้วจำลอง (Virualization) ตัวมันเองลงในหน่วยความจำ Ram ของ Comp โดยไม่ต้องติดตั้งลงบน Harddisk แต่ใช้การได้เหมือนกับเมื่อติดตั้ง(เกือบ)ทุกอย่าง

ข้อดีก็คือ ทำให้สามารถลองคุณสมบัติ ระบบปฏิบัติการ (OS-Operation System) ที่โหลดมาว่าชอบใจหรือไม่ก่อนได้ Live CD นั้นเป็นที่รู้จักในวงการคนที่ศึกษา-ใช้ Linux และมีหลากหลายให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหว แต่จะมีหลัก ๆ ที่คนรู้จักกันโดยทั่วไปและเป็นที่นิยมก็ 4-5 ตัว เช่น Fedora Live CD, Knoppix, Mandirva One, PCLinuxOS, Ubuntu แต่ที่ TdTd เลือกใช้ ก็คือตัวหลังนี้แหละครับและเป็นที่นิยมอันดับหนึ่งทั่วโลกในตอนนี้

โดยที่ตัว Ubuntu นี้มันก็มีทุกอย่างน่ะครับ แต่อยากจะใส่โน่นถอดนี่เพื่อที่จะให้เหมาะกับการใช้งาน จึงต้องหาวิธีที่จะตัดแต่งแปลงโฉม Live CD เผื่อว่าเอาไปให้คนอื่นลอง เขาจะได้รู้ว่า OS ตัวนี้ เจ๋งเพียงไร 555 เสร็จเมื่อไหร่จะไปแจกเพื่อน ๆ ฮับ